จากเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนขบวนเดินทางไปรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางกลับจากการเดินทางไปร่วมประชุมกลุ่มประเทศเอเปคที่เปรู
ในที่สุดก็เกิดเหตุปะทะจนได้ระหว่างขบวนผ่านบริเวณฝั่งตรงข้ามถนนวิภาวดี ซอย 3 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ได้มีบรรดาคนขับรถแท็กซี่โพกผ้าแดงจำนวนหนึ่งพยายามขว้างปาสิ่งของเข้าใส่ พร้อมทั้งตะโกนท้าทาย ทำให้การ์ดพันธมิตรโมโห เนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ได้ออกมายืนขว้างปาสิ่งของใส่รถกระบะของกลุ่มพันธมิตรที่กำลังจะพาผู้ชุมนุมเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ดอนเมือง ทำให้รถกระบะได้รับความเสียหาย
ภาพเช่นนี้ดูจะชินชาแล้วมั้งสำหรับคนไทย
ทั้งสองฝ่ายต่างก็บอกว่าไม่ชอบความรุนแรงรักประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ แต่พฤติกรรมที่แสดงออกทั้งสองฝ่ายนั้น ชั่งเป็นอารยะจริงๆๆ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าฝ่ายตรงข้ามทำก่อน หากอีกฝ่ายไม่รุนแรงก่อนจนทำให้ทนไม่ได้ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้
ดังนั้นจึงได้เคยเสนอความเห็นว่า "ถึงเวลาคนไทยต้องรวมพลังกันฆ่าพันธมิตร-ทักษิณให้สิ้นพื้นแผ่นดิน" น่าจะเป็นทางออกของวิกฤติการเมืองไทยได้ขณะนี้ แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นก็ไม่รู้ว่าตอนใดจะเกิดขึ้นอีก เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างอาฆาตซึ่งกันและกัน
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยกับอีกฝ่ายที่มีส่วนของความผิดอยู่ ยังยืนยันในหลักที่ว่าคนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ ทั้งฝ่ายของคนชื่อทักษิณเองและฝ่ายของพันธมิตรโดยเฉพาะแกนนำที่กระทำความผิดตามที่ศาลอนุญาตออกมาจับนั้น แม้นว่ากลุ่มพันธมิตรหรือฝ่ายทักษิณชนะทังสองฝ่ายก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรจะมีการยกเว้นโดยอ้างว่ารักษาประชาธิปไตยหวังให้เกิดการเมืองใหม่
ขณะเดียวกันความรุนแรงนั้นหากยังมีความอาฆาตกันอยู่ก็ย่อมจะยือเยื้อต่อไป เหมือนอย่างคราวที่มีการยึดอำนาจใหม่ก็เกิดเหตุการณ์เผาโรงเรียนตามพื้นที่ต่างๆตอนนี้จับได้หรือยังก็ไม่ใช่ผลของการอาฆาตกันและกันไม่ให้อภัยกันดอกหรือ
ดังนั้นคำพระท่านถึงบอกว่าเวรนั้นจะระงับได้ด้วยการไม่จองเวร แต่หากคนไทยยังมีความอาฆาตกันและกันอยู่มีหรือสันติจะเกิดขึ้นได้ในพื้นแผ่นดินนี้จึงขอยกคำพระมาประกอบเตือนสติ ณ ที่นี้
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑
[๑๑] ...........
ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรไว้ว่า
คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา
คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้
เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ
ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่า
คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา
คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้
เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ
ในกาลไหนๆ
เวรในโลกนี้ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย
แต่ย่อมระงับเพราะความไม่จองเวร
ธรรมนี้เป็นของเก่า
"พระคริสต์ตรัสว่า "พวกเจ้าล้วนเคยได้ยินคำที่ว่า 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' แต่เราขอบอกพวกเจ้า จงอย่าต่อต้านคนชั่วร้าย หากใครคนหนึ่งตบแก้มขวาของเจ้า จงเอียงแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขา..."
พระพุทธองค์ก็ทรงสอนหลักเดียวกันว่า "เวรระงับด้วยการไม่จองเวร"
เมื่อไม่ต่อเชื้อไฟ กรรมก็เดินหน้าไปไม่ได้ไกล
บางคนอาจคิดว่านี่คือเรื่องโง่เขลาอย่างยิ่ง แต่หากแยกแยะให้ถูกจะพบว่า "เวรระงับด้วยการไม่จองเวร" เป็นคนละเรื่องกับ "ทำดีได้ชั่ว" หรือทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ เพราะทุกๆ กิริยาย่อมมีปฏิกิริยาไปตามครรลองของมัน
การเอียงแก้มอีกข้างให้ตบเป็นการกระทำแบบอหิงสา เป็นการยกระดับจิตใจของคน และหากคนในสังคมมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น สังคมนั้นถ้ามิใช่โลกพระศรีอาริย์ ก็ใกล้เคียง
เมื่อเด็กๆ เราทะเลาะกัน แล้วผู้ใหญ่สั่งให้คืนดีกัน เกี่ยวก้อยกัน ง่ายๆ อย่างนั้น
การทะเลาะเบาะแว้งของผู้ใหญ่อาจมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนกันคือการไม่ยอมกัน ยิ่งแก่ทิฐิยิ่งสูง
แต่ไม่ว่าการวิวาทนั้นมีขนาดเล็กแบบการทะเลาะของเด็กๆ หรือใหญ่ระดับวิกฤติ สามารถลดระดับความแรงของมันลงมาได้ หากรู้จักเอ่ยคำว่า "ขอโทษ" สั้นๆ คำเดียว
คำ 'ขอโทษ' เป็นยาครอบจักรวาล ไม่มีอันตราย ไม่มีผลข้างเคียง ดับไฟวิกฤติได้ชะงัด
แต่การเอ่ยคำ 'ขอโทษ' ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อตัวเองไม่ใช่ฝ่ายผิด เป็นคำที่เอ่ยยากที่สุด
แต่การขอโทษด้วยความจริงใจยิ่งยากเย็นกว่าร้อยเท่าพันเท่า ต้องอาศัยขันติธรรมและเมตตาธรรมสูง
และเมตตาธรรมนี้เองที่ทำให้เรามองสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะซับซ้อนเพียงไรว่า เราต่างเป็นเด็กด้วยกัน ต่างกระทำเรื่องผิดพลาดได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงเลิกทะเลาะกันได้ง่ายๆ
โลกพระศรีอาริย์มิใช่สถานที่ที่เราแสวงหา หากเป็นสถานที่ที่เราสร้างขึ้นด้วยวัสดุพิเศษ อิฐทำด้วยความอดทน ปูนทำด้วยเมตตาธรรม และแบบแปลนออกแบบด้วยความคิดว่า "เพราะฉันแคร์ ฉันจึงยอมเธอก่อนก็แล้วกัน"
วินทร์ เลียววาริณ
5 กันยายน 2551 คมคำคนคม
คนเราเมื่ออยู่ร่วมกันไม่ว่าจะในสังคมใดหรือที่ไหน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง และผลของการกระทบกันนี้ย่อมทำให้คู่กรณีเกิดความไม่พอใจ โกรธเคือง และอาจกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด หากเป็นเช่นนี้แล้วทั้งสองฝ่ายย่อมเกิดการอาฆาต พยาบาทกันแน่นอน แต่หากทั้งสองฝ่ายรู้จัก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" ความโกรธ เกียจ เหล่านี้ย่อมหมดไป
"ขอโทษ" และ "ให้อภัย" เป็นเรื่องที่ทำยาก เพราะมันต้องมาจากการให้อภัย โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ใดๆ บางคนอาจบอกว่า หาก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีหรือการเป็นผู้แพ้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่. . . ถ้าคุณรู้จักให้อภัยและขอโทษคุณจะเป็นผู้ชนะต่างหาก ชนะใจตนเอง และเป็นผู้กล้าหาญ ที่คุณยอมรับความผิดนั้นได้ แล้วก็ยอมขอโทษ ในสิ่งที่ได้กระทำลงไป . . . .
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำ 2 คำนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงการ์ตูนของคุณกะว่าก๋า เรื่องหมื่นตากับการให้อภัย แล้วอยากนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และรู้จักกล่าวคำ "ขอโทษ" ทุกครั้งที่ทำผิด และ "ให้อภัย" ทุกครั้งเมื่อได้ฟังคำขอโทษ หากทุกคนรู้จักคำ 2 คำนี้แล้ว เชื่อว่าสังคมไทยคงจะสงบสุข ร่มเย็นแน่นอนค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณผู้วาดภาพและบรรยายเนื้อหา โดย คุณกะว่าก๋า
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน 2551
วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551
คู่ป่วนอลวน..จบด้วยคำว่า..ขอโทษ..แล้วเมืองไทยหละจบด้วยอะไรลูกปืนหรือ
คืนวันที่ 27 พ.ย.เป็นวันอวสานของละครเรื่องคู่ปวนอลวน แต่ละครเรื่องนี้ตอนจบนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะสนใจกับทบละครที่ทำความเข้าใจกันละหว่างตัวละครคู่เอกและคู่รอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือจะมีคำว่า "ขอโทษ" เกือบทุกตอนของละครเรื่องนี้ในวันอวสาน แล้วในที่สุดละครก็จบด้วยแฮปปี้เอนดิ้ง
คนเขียนบทละครเรื่องนี้จะด้วยความตั้งใจที่ต้องการจะเตือนสติคนไทยในยามวิกฤตินี้หรือไม่ ก็ต้องขอปรบมือให้กับละครเรื่องนี้ อย่างน้อยก็มีสิ่งที่สามารถเตือนสติคนไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆๆก็มีส่วนช่วยสังคมดีขึ้น หากหลายๆส่วนช่วยกันสังคมไทยจะคลายจากวิกฤติอย่างแน่นอน
ส่วนคนที่คอยเติมเชื้อไฟให้กับสังคมก็เชื่อว่าจะถูกไฟลวกจะพิการเหมือนกับสองแม่ลูกที่คอยใส่ไฟให้กับสี่ครอบครัวเพื่อให้สมกับชื่อละคร "คู่ป่วนอลวน"ก็ตามที่
ดังนั้นจึงขอฝากคำว่า "ขอโทษ" ให้ทุกฝ่ายนำมาใช้อย่างน้อยๆๆก็คนไทยด้วยกัน คนทำผิดก็ยอมรับผิดไม่นานก็พ้นโทษเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม ดังข้อความที่เคยยกมาก่อนหน้านี้ความว่า
คนเราเมื่ออยู่ร่วมกันไม่ว่าจะในสังคมใดหรือที่ไหน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง และผลของการกระทบกันนี้ย่อมทำให้คู่กรณีเกิดความไม่พอใจ โกรธเคือง และอาจกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด หากเป็นเช่นนี้แล้วทั้งสองฝ่ายย่อมเกิดการอาฆาต พยาบาทกันแน่นอน แต่หากทั้งสองฝ่ายรู้จัก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" ความโกรธ เกียจ เหล่านี้ย่อมหมดไป
"ขอโทษ" และ "ให้อภัย" เป็นเรื่องที่ทำยาก เพราะมันต้องมาจากการให้อภัย โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ใดๆ บางคนอาจบอกว่า หาก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีหรือการเป็นผู้แพ้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่. . . ถ้าคุณรู้จักให้อภัยและขอโทษคุณจะเป็นผู้ชนะต่างหาก ชนะใจตนเอง และเป็นผู้กล้าหาญ ที่คุณยอมรับความผิดนั้นได้ แล้วก็ยอมขอโทษ ในสิ่งที่ได้กระทำลงไป . . . .
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำ 2 คำนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงการ์ตูนของคุณกะว่าก๋า เรื่องหมื่นตากับการให้อภัย แล้วอยากนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และรู้จักกล่าวคำ "ขอโทษ" ทุกครั้งที่ทำผิด และ "ให้อภัย" ทุกครั้งเมื่อได้ฟังคำขอโทษ หากทุกคนรู้จักคำ 2 คำนี้แล้ว เชื่อว่าสังคมไทยคงจะสงบสุข ร่มเย็นแน่นอนค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณผู้วาดภาพและบรรยายเนื้อหา โดย คุณกะว่าก๋า"
และขอให้คิดว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน 2551
แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือจะมีคำว่า "ขอโทษ" เกือบทุกตอนของละครเรื่องนี้ในวันอวสาน แล้วในที่สุดละครก็จบด้วยแฮปปี้เอนดิ้ง
คนเขียนบทละครเรื่องนี้จะด้วยความตั้งใจที่ต้องการจะเตือนสติคนไทยในยามวิกฤตินี้หรือไม่ ก็ต้องขอปรบมือให้กับละครเรื่องนี้ อย่างน้อยก็มีสิ่งที่สามารถเตือนสติคนไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆๆก็มีส่วนช่วยสังคมดีขึ้น หากหลายๆส่วนช่วยกันสังคมไทยจะคลายจากวิกฤติอย่างแน่นอน
ส่วนคนที่คอยเติมเชื้อไฟให้กับสังคมก็เชื่อว่าจะถูกไฟลวกจะพิการเหมือนกับสองแม่ลูกที่คอยใส่ไฟให้กับสี่ครอบครัวเพื่อให้สมกับชื่อละคร "คู่ป่วนอลวน"ก็ตามที่
ดังนั้นจึงขอฝากคำว่า "ขอโทษ" ให้ทุกฝ่ายนำมาใช้อย่างน้อยๆๆก็คนไทยด้วยกัน คนทำผิดก็ยอมรับผิดไม่นานก็พ้นโทษเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม ดังข้อความที่เคยยกมาก่อนหน้านี้ความว่า
คนเราเมื่ออยู่ร่วมกันไม่ว่าจะในสังคมใดหรือที่ไหน ย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง และผลของการกระทบกันนี้ย่อมทำให้คู่กรณีเกิดความไม่พอใจ โกรธเคือง และอาจกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด หากเป็นเช่นนี้แล้วทั้งสองฝ่ายย่อมเกิดการอาฆาต พยาบาทกันแน่นอน แต่หากทั้งสองฝ่ายรู้จัก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" ความโกรธ เกียจ เหล่านี้ย่อมหมดไป
"ขอโทษ" และ "ให้อภัย" เป็นเรื่องที่ทำยาก เพราะมันต้องมาจากการให้อภัย โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ใดๆ บางคนอาจบอกว่า หาก "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีหรือการเป็นผู้แพ้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่. . . ถ้าคุณรู้จักให้อภัยและขอโทษคุณจะเป็นผู้ชนะต่างหาก ชนะใจตนเอง และเป็นผู้กล้าหาญ ที่คุณยอมรับความผิดนั้นได้ แล้วก็ยอมขอโทษ ในสิ่งที่ได้กระทำลงไป . . . .
อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคำ 2 คำนี้แล้ว ก็ทำให้นึกถึงการ์ตูนของคุณกะว่าก๋า เรื่องหมื่นตากับการให้อภัย แล้วอยากนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และรู้จักกล่าวคำ "ขอโทษ" ทุกครั้งที่ทำผิด และ "ให้อภัย" ทุกครั้งเมื่อได้ฟังคำขอโทษ หากทุกคนรู้จักคำ 2 คำนี้แล้ว เชื่อว่าสังคมไทยคงจะสงบสุข ร่มเย็นแน่นอนค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณผู้วาดภาพและบรรยายเนื้อหา โดย คุณกะว่าก๋า"
และขอให้คิดว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน 2551
ระบอบทักษิณฝังลึกอนุพงษ์ให้ยาแรงยุบสภาจะสัมฤทธิ์ผลหรือ
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรขับไล่ระบอบทักษิณได้ยึดทำเนียบรัฐบาลมาเป็นเวลานาน มาวันนี้ได้พัฒนาถึงขั้นปิดล้อมรัฐสภา ท่าอากาศยานดอนเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว และสนามบินสุวรรณภูมิในที่สุดประจานไปทั่วโลกว่าเมืองไทยมีคอรัปชั่น ส่งผล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
เรียนเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือเทียบเท่า นายกสมาคมทุกสาขาอาชีพ ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานหอการค้าไทย ประธานการท่องเที่ยวไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในที่สุด คตร.มีมติร่วมกันว่า 1.จะแก้ปัญหาโดยใช้กรอบหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
3.จะเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
4.มีมติร่วมกันให้กลุ่มเคลื่อนไหว คือพันธมิตร ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุดและยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่
เมื่อมติของคตร.ออกมาอย่างนี้ดูเหมือนว่าทั้งรัฐบาลโดยนายกฯสมชายก็ได้ออกมาแถลงยืนยันที่จะบริหารประเทศต่อไปยืนยันที่รักษาระบอบประชาธิปไตยเพราะมาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้อง พร้อมกับประนามพันธมิตรว่าเป็นฝ่ายที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยเพราะใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย
ขณะที่พันธมิตรก็ออกมายืนยันว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางออกนายกฯสมชายต้องลาออกเท่านั้น จึงดูเหมือนว่ามติครั้งนี้ดูจะเป็นหมั่น เช่นเดียวกับตอนนี้ ผบ.ทบ.นำเหล่าทัพแถลงหน้าจอทีวีให้นายกฯสมชายรับผิดชอบกรณีที่มีการสลายการชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค.จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่เกิดผลอะไร
เมื่อมีการดื้อแบ่งของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้แล้วประธานคตร.คือพล.อ.อนุพงษ์จะทำอย่างไร จะปฏิวัติหรือซึ่งที่ประชุมก็มีการเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ก็ได้บอกแล้วว่า หากอยากจะทำและเป็นหนทางแก้ปัญหาวันนี้ก็ทำได้ทันทีและเป็นใหญ่ด้วย แต่เห็นว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ประกอบกับตอนนี้ลือหึ่งถูกปลดแน่ๆๆๆ
แม้นว่าจากการประชุม คตร.จะได้มีมาตรการตอบโต้หากทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคือ ให้สังคมปฏิเสธความชอบธรรม โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะต้องปฏิเสธการบริหารของรัฐบาลอีกต่อไป
ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ผู้อำนวยการสถาบันสวนดุสิตโพล ได้ชี้แจงรายละเอียดส่วนนี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมทำตามมติที่ประชุม คตร. ในที่ประชุมมีมติว่าปลัดกระทรวง และอธิบดี จะดื้อดึงขัดขืนต่อการสั่งการที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่ ผบ.ทบ.เรียกว่า ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ (Civil dis obeydience) ถือเป็นฉันทามติ โดยการบอยคอตไม่ทำตามคำสั่ง เป็นลักษณะของอารยะขัดขืน และหากพันธมิตรไม่ถอนกำลังจากสนามบินสุวรรณภูมิก็จะมีความชอบธรรมในการปราบปรามเช่นกัน
"อย่างไรก็ตาม สำหรับปลัดกระทรวงที่นั่งอยู่ในที่ประชุม หลายคนเมื่อมีการฟังมติเรื่องนี้ก็ถึงกับทำหน้าหนักใจ อ้ำอึ้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นธรรมดาที่ข้าราชการอาจกลัวว่าจะถูกปลด ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ได้รับปากว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นแน่นอน" ผู้อำนวยการสถาบันสวนดุสิตโพล กล่าว
นั้นดิแค่ยกแรกของมาตรการก็เริ่มร่อแร่แล้ว ที่เห็นอาการของปลัดกระทรวงและข้าราชการทั้งหลาย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตลอดระยะเวลาที่ระบอบทักษิณเข้ามาบริหารประเทศจนถึงทุกวันนี้ได้วางรากฐานไว้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ระดับการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการทุกระดับ เพราะได้รับน้ำหล่อเลี้ยงทั้งการขึ้นเงินเดิน ปรับตำแหน่ง หว่านเงินภาษีของประเทศลงไปที่รากหญ้าไม่รู้กี่ครั้งจะเรียกว่าเป็นการซื้อเสียงทางอ้อมก็ไม่ผิดนัก ดูแล้วมติดังกล่าวนี้คงจะเป็นไปได้ยากมากๆๆ
แต่ถ้าหากข้าราชการเห็นโทษของระบอบทักษิณทั้งที่อ้างว่ารักประชาธิปไตยแล้ว ร่วมใจการปฏิบัติร่วมกันบอยคอต ร่วมกัน ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ ร่วมกัน อารยะขัดขืน กับคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล เช่นแน่นว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะวิธีการดังกล่าวนี้ แม้นว่าจะเรียกคำต่างกันไป ทั้ง บอยคอต ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ อารยะขัดขืน ซึ่งก็ตรงกับวิธีการที่พระพุทธเจ้ารับสั่งให้จัดการกับพระฉันนะคือ พรหมทัณฑ์
เพราะว่าเมื่อพระฉันนะบวชเข้ามาแล้วไม่สนใจประพฤติปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ละเมิดพระวินัยอยู่เสมอ เพราะถือว่าตัวเองนั้นเคยเป็นมหาดเล็กพาเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช จึงเดือดร้อนพระสงฆ์ไปทูลถามวิธีการจัดการกับพระฉันนะ พระองค์จึงได้แนะให้พระสงฆ์อย่าได้ในสนในกับพระฉันนะปล่อยให้เขาทำไป ทำผิดก็อย่าได้ตักเตือน ในที่สุดพระฉันนะลดทิฐิมานะการถือตัวปฏิบัติธรรมก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด ซึ่งก็คือวิธีการทางสังคมนั้นเอง
แต่ก็นั้นแหละสงฆ์หรือสังคมในครั้งพุทธกาลไม่มีการแตกแยกจึงสามารถจัดการกับพระฉันนะได้ แต่ว่าสังคมไทยปัจจุบันนี้เกิดการแตกแยก ฝ่ายหนึ่งยังลิ้มรสของน้ำผึ้งอาบยาพิษของระบอบทักษิณอยู่ก็ยากที่ได้ผล ดังนั้น คงต้องใช้เวลา
ความจริงแล้วหากไม่มีการบีบบังคับให้สังคมไทยเห็นโทษของระบอบทักษิณแล้ว อาจจะหมดเชื้อไปแล้วก็ได้ เพราะเชื่อว่าหากวิกฤติเศรษฐกิจเกิดหนักๆๆแล้วก็เชื่อแน่ว่าระบอบทักษิณเอาไม่อยู่อย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้ที่ระบบเศรษฐกิจสังคมดำเนินไปได้ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจแบบพอเพียงดอกหรือ
มีความมั่นใจวิธี พรหมทัณฑ์ บอยคอต ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ อารยะขัดขืน จะเป็นวิธีแก้วิกฤติชาติได้ หากมีการดื้อต่อมติดังกล่าว แท่นที่จะใช้วิธีการปฏิวัติ นี้แหละเขาเรียกปฏิวัติทางสังคม
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน 2551
เรียนเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือเทียบเท่า นายกสมาคมทุกสาขาอาชีพ ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานหอการค้าไทย ประธานการท่องเที่ยวไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในที่สุด คตร.มีมติร่วมกันว่า 1.จะแก้ปัญหาโดยใช้กรอบหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
3.จะเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
4.มีมติร่วมกันให้กลุ่มเคลื่อนไหว คือพันธมิตร ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุดและยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่
เมื่อมติของคตร.ออกมาอย่างนี้ดูเหมือนว่าทั้งรัฐบาลโดยนายกฯสมชายก็ได้ออกมาแถลงยืนยันที่จะบริหารประเทศต่อไปยืนยันที่รักษาระบอบประชาธิปไตยเพราะมาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้อง พร้อมกับประนามพันธมิตรว่าเป็นฝ่ายที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยเพราะใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย
ขณะที่พันธมิตรก็ออกมายืนยันว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางออกนายกฯสมชายต้องลาออกเท่านั้น จึงดูเหมือนว่ามติครั้งนี้ดูจะเป็นหมั่น เช่นเดียวกับตอนนี้ ผบ.ทบ.นำเหล่าทัพแถลงหน้าจอทีวีให้นายกฯสมชายรับผิดชอบกรณีที่มีการสลายการชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค.จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่เกิดผลอะไร
เมื่อมีการดื้อแบ่งของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้แล้วประธานคตร.คือพล.อ.อนุพงษ์จะทำอย่างไร จะปฏิวัติหรือซึ่งที่ประชุมก็มีการเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ก็ได้บอกแล้วว่า หากอยากจะทำและเป็นหนทางแก้ปัญหาวันนี้ก็ทำได้ทันทีและเป็นใหญ่ด้วย แต่เห็นว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ประกอบกับตอนนี้ลือหึ่งถูกปลดแน่ๆๆๆ
แม้นว่าจากการประชุม คตร.จะได้มีมาตรการตอบโต้หากทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคือ ให้สังคมปฏิเสธความชอบธรรม โดยเฉพาะถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะต้องปฏิเสธการบริหารของรัฐบาลอีกต่อไป
ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ผู้อำนวยการสถาบันสวนดุสิตโพล ได้ชี้แจงรายละเอียดส่วนนี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมทำตามมติที่ประชุม คตร. ในที่ประชุมมีมติว่าปลัดกระทรวง และอธิบดี จะดื้อดึงขัดขืนต่อการสั่งการที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่ ผบ.ทบ.เรียกว่า ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ (Civil dis obeydience) ถือเป็นฉันทามติ โดยการบอยคอตไม่ทำตามคำสั่ง เป็นลักษณะของอารยะขัดขืน และหากพันธมิตรไม่ถอนกำลังจากสนามบินสุวรรณภูมิก็จะมีความชอบธรรมในการปราบปรามเช่นกัน
"อย่างไรก็ตาม สำหรับปลัดกระทรวงที่นั่งอยู่ในที่ประชุม หลายคนเมื่อมีการฟังมติเรื่องนี้ก็ถึงกับทำหน้าหนักใจ อ้ำอึ้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นธรรมดาที่ข้าราชการอาจกลัวว่าจะถูกปลด ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ได้รับปากว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นแน่นอน" ผู้อำนวยการสถาบันสวนดุสิตโพล กล่าว
นั้นดิแค่ยกแรกของมาตรการก็เริ่มร่อแร่แล้ว ที่เห็นอาการของปลัดกระทรวงและข้าราชการทั้งหลาย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตลอดระยะเวลาที่ระบอบทักษิณเข้ามาบริหารประเทศจนถึงทุกวันนี้ได้วางรากฐานไว้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ระดับการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการทุกระดับ เพราะได้รับน้ำหล่อเลี้ยงทั้งการขึ้นเงินเดิน ปรับตำแหน่ง หว่านเงินภาษีของประเทศลงไปที่รากหญ้าไม่รู้กี่ครั้งจะเรียกว่าเป็นการซื้อเสียงทางอ้อมก็ไม่ผิดนัก ดูแล้วมติดังกล่าวนี้คงจะเป็นไปได้ยากมากๆๆ
แต่ถ้าหากข้าราชการเห็นโทษของระบอบทักษิณทั้งที่อ้างว่ารักประชาธิปไตยแล้ว ร่วมใจการปฏิบัติร่วมกันบอยคอต ร่วมกัน ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ ร่วมกัน อารยะขัดขืน กับคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล เช่นแน่นว่าจะสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะวิธีการดังกล่าวนี้ แม้นว่าจะเรียกคำต่างกันไป ทั้ง บอยคอต ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ อารยะขัดขืน ซึ่งก็ตรงกับวิธีการที่พระพุทธเจ้ารับสั่งให้จัดการกับพระฉันนะคือ พรหมทัณฑ์
เพราะว่าเมื่อพระฉันนะบวชเข้ามาแล้วไม่สนใจประพฤติปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ละเมิดพระวินัยอยู่เสมอ เพราะถือว่าตัวเองนั้นเคยเป็นมหาดเล็กพาเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช จึงเดือดร้อนพระสงฆ์ไปทูลถามวิธีการจัดการกับพระฉันนะ พระองค์จึงได้แนะให้พระสงฆ์อย่าได้ในสนในกับพระฉันนะปล่อยให้เขาทำไป ทำผิดก็อย่าได้ตักเตือน ในที่สุดพระฉันนะลดทิฐิมานะการถือตัวปฏิบัติธรรมก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด ซึ่งก็คือวิธีการทางสังคมนั้นเอง
แต่ก็นั้นแหละสงฆ์หรือสังคมในครั้งพุทธกาลไม่มีการแตกแยกจึงสามารถจัดการกับพระฉันนะได้ แต่ว่าสังคมไทยปัจจุบันนี้เกิดการแตกแยก ฝ่ายหนึ่งยังลิ้มรสของน้ำผึ้งอาบยาพิษของระบอบทักษิณอยู่ก็ยากที่ได้ผล ดังนั้น คงต้องใช้เวลา
ความจริงแล้วหากไม่มีการบีบบังคับให้สังคมไทยเห็นโทษของระบอบทักษิณแล้ว อาจจะหมดเชื้อไปแล้วก็ได้ เพราะเชื่อว่าหากวิกฤติเศรษฐกิจเกิดหนักๆๆแล้วก็เชื่อแน่ว่าระบอบทักษิณเอาไม่อยู่อย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้ที่ระบบเศรษฐกิจสังคมดำเนินไปได้ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจแบบพอเพียงดอกหรือ
มีความมั่นใจวิธี พรหมทัณฑ์ บอยคอต ซีวิล ดิส โอเบเดียนซ์ อารยะขัดขืน จะเป็นวิธีแก้วิกฤติชาติได้ หากมีการดื้อต่อมติดังกล่าว แท่นที่จะใช้วิธีการปฏิวัติ นี้แหละเขาเรียกปฏิวัติทางสังคม
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน 2551
นายใหญ่สั่งเองแล้วปฏิวัตินองเลือดแน่
ตั้งแต่ที่กลุ่มพันธมิตรบุกยึดสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ จนกระทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
เรียนเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือเทียบเท่า นายกสมาคมทุกสาขาอาชีพ ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานหอการค้าไทย ประธานการท่องเที่ยวไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในที่สุด คตร.มีมติร่วมกันว่า 1.จะแก้ปัญหาโดยใช้กรอบหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
3.จะเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
4.มีมติร่วมกันให้กลุ่มเคลื่อนไหว คือพันธมิตร ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุดและยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่
พร้อมกันนี้ก็ไม่กระแสข่าวออกมาว่าทหารจะทำการปฏิวัติ แม้นว่าทางฝ่ายเหล่าทัพจะออกมายืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติอย่างแน่นอน
แต่อย่างไรก็ตามวันนี้(28พ.ย.) ทางส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะเดียวกันว่าหากมีการปฏิวัติ จะต่อต้านให้ถึงที่สุด
นั้นยังไม่พอเสียงเหล่านั้นยังไม่หนักแน่พอ ต้องให้นายใหญ่ออกมาสัมทับอีกครั้ง เพื่อความหนักแน่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ นายโธมัส แครมป์ตัน อดีตผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชันแนล เฮรัลด์ ทริบูน (ไอเอชที) และนิวยอร์กไทม์ส เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ระบุว่าได้สัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ของเขาคือ http://www.thomascrampton.com
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวว่า หากทหารจะทำรัฐประหาร ครั้งนี้จะเกิดการนองเลือดมากกว่าคราวที่แล้ว พร้อมกับสั่งให้กลุ่มพันธมิตรย้ายออกจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเตรียมพบกับผลที่จะตามมา สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.komchadluek.net/specialreport/suvarnabhumi/specialreportnews.php?id=690
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2551
เรียนเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนาธิการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือเทียบเท่า นายกสมาคมทุกสาขาอาชีพ ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ประธานหอการค้าไทย ประธานการท่องเที่ยวไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการยุติสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในที่สุด คตร.มีมติร่วมกันว่า 1.จะแก้ปัญหาโดยใช้กรอบหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
3.จะเรียนเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
4.มีมติร่วมกันให้กลุ่มเคลื่อนไหว คือพันธมิตร ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุดและยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่
พร้อมกันนี้ก็ไม่กระแสข่าวออกมาว่าทหารจะทำการปฏิวัติ แม้นว่าทางฝ่ายเหล่าทัพจะออกมายืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติอย่างแน่นอน
แต่อย่างไรก็ตามวันนี้(28พ.ย.) ทางส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะเดียวกันว่าหากมีการปฏิวัติ จะต่อต้านให้ถึงที่สุด
นั้นยังไม่พอเสียงเหล่านั้นยังไม่หนักแน่พอ ต้องให้นายใหญ่ออกมาสัมทับอีกครั้ง เพื่อความหนักแน่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ นายโธมัส แครมป์ตัน อดีตผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชันแนล เฮรัลด์ ทริบูน (ไอเอชที) และนิวยอร์กไทม์ส เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ระบุว่าได้สัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ของเขาคือ http://www.thomascrampton.com
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวว่า หากทหารจะทำรัฐประหาร ครั้งนี้จะเกิดการนองเลือดมากกว่าคราวที่แล้ว พร้อมกับสั่งให้กลุ่มพันธมิตรย้ายออกจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเตรียมพบกับผลที่จะตามมา สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.komchadluek.net/specialreport/suvarnabhumi/specialreportnews.php?id=690
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน 2551
เปิดภาพอดีตสะท้อนสัมพันธ์ลึกเสธ.แดง-ทักษิณเอาคืนพันธมิตร
http://www.youtube.com/watch?v=fB-Uh76cYzQ นี้เป็นลิงค์คลิปการจับจับกุมพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ลงในเว็บไซต์ยูทูป ที่ถูกนำมาตีแผ่อีกครั้งทางเว็บไซต์ต่างๆ เร็วๆๆนี้
และเข้าใจว่าเป็นคลิปคราวที่เสธ.แดงถูกจับสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 31 พ.ค.2550 ตามหมายศาลอาญา ที่ 404/50 ลงวันที่ 18 พ.ค.50 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกรณีไม่ยอมไปฟังคำตัดสินของศาลในคดีหมิ่นประมาท
ภาพ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ดังกล่าวนี้พอจะเป็นตัวตัดสินได้ว่าการที่ ”เสธ.แดง” ออกมาเคลื่องไหวแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพื่อใคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เสธ.แดง" ประกาศที่จะทวงคืนทำเนียบรัฐบาลคืนจากกลุ่มพันธมิตรที่เข้าไปยึดมาเป็นเวลานานพร้อมกับมีการออกมาคาดกากรณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพันธมิตร ส่งผลให้การเมืองไทยที่เคย "อึมครึม" ในก่อนหน้านี้ ก็เพิ่มดีกรีร้อนแรงเฉียดใกล้ "มิคสัญญี" เข้าทุกวัน
เพราะหลังจากนั้นเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงคราม "เอ็ม 79" ยิงใส่เข้าไปใน "ฝูงชน" ที่ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ติดต่อกันถึง 2 วันที่ผ่านมา ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภา ดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิในที่สุด และทุกครั้งที่เกิดการปะทะจะปรากฏเงาของ ”เสธ.แดง” เสนอในมุมมืดในเหตุการณ์เสมอ
“เสธ.แสดง” นั้นเป็น คน อ.โพธิราม จ. ราชบุรี ในครอบครัวทหารสืบตระกูลมาจากพระยาโยธาธิราช ทหารมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เมื่อจบ ม.ศ. 3 ก็ไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 11 รุ่นน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 1 รุ่น
พอเรียนอยู่ 2 ปีแล้วก็ไปแยกเหล่าอีก 5 ปี จบมาก็มาเป็น นายร้อย ทีนี้เรากต้องเลือกทหารบกเพราะพ่อเป็นทหารบก ลงใต้ไปประจำที่ปัตตานี 4 ปี จากนั้นไปอยู่น่าน รบกับ ผ.ก.ค. อยู่ที่อรัญฯ ตาพระยาปี 25 แล้วมาอยู่ด้านตะวันตกคุมพื้นที่ไปถึงสังขะบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ ไทรโยค หนองปรือ
เข้าไปเขาแหลม ไปถึงด่านเจดีย์สามองค์
แต่ภาพของ ”เสธ.แดง” เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศหลังเป็นคู่ปรับกับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จนถูกฟ้องทั้งหมด 62 คดี จนกระทั้งเคยถูกจับมาแล้ว พร้อมกันนนี้ได้สะท้อนภาพของเป็นนายทหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามทุกครั้งที่มีระเบิดป่วนเมือง ระเบิดลอบสังหารอดีตนายกฯหรืองคาร์บอมบ์ ในที่สุดก็กลายเป็นคาร์บ๊องจับมือใครดมไม่ได้ย่านบางพลัด “เสธ.แดง” ก็ออกมาวิจารณ์ให้ความรู้เป็นฉากๆๆ
ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะเป็นคนชอบสะสมอาวุธสงครามและเคยถูกเจ้ากรมบุกจับที่บ้านพักพบอาวุธสงคราม 55 รายการสามารถเก็บไว้รบได้ 3 วัน ทำให้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก สมัยเป็น ผบ.ทบ เรียกคุยก็อ้างว่าเก็บไว้สอนหนังสือ
เมื่อเกิดปะทะกันระหว่าง นปช.กับพันธมิตรครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ย. จนทำให้ฝ่าย นปช.เสียชีวิตหนึ่งคน นำมาสู่การประกาศภาวฉุกเฉินที่ไม่ฉุกเฉิน วันที่เกิดเหตุนั้นก็ปรากฏกาย ”เสธ.แดง” แม้นว่าจะประกาศไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งๆก่อนหน้านี้ได้ฝึก”นักรบพระเจ้าตาก”ที่สนามหลวงให้กับ นปช. จนถูกกองทัพบกสอบสวน
หลังจากนั้นมาภาพของ ”เสธ.แดง” ก็ปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆๆจนกระทั้งประกาศเอาคืนทำเนียบฯให้กับรัฐบาลและมีการระเปิดตามมาและมีการยิงเข้าใส่พันธมิตรหลายครั้งหลายครา
แต่เมื่อภาพที่ปรากฏว่าสุดนี้คงจะอนุมานได้ว่าที่พฤติกรรมของ ”เสธ.แดง” มีวัตถุประสงค์เพื่อใคร แม้นว่า “เดียร์” น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาวคนเดียวของ “เสธ.แดง” นาวาเอกพิเศษ จันทรา สวัสดิผล (เสียชีวิตแล้ว) ปัจจุบันมีอายุ 26 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนราชินีบน คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะไปร่วมกับพันธมิตรเป็นประจำ และทั้งสองพ่อลูกจะเข้าใจวิถีของแต่ละคนดี และฝ่ายพ่อจะบอกว่าชาติสำคัญกว่าก็ตามที และคำนี้เป็นจริงหรือไม่
ดังนั้นคงจะไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไปว่าภารกิจของ “เสธ.แดง” นั้นคืออะไร เมื่อชัดเจนเช่นนี้กองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกจะจัดการอย่างไรแม้ว่าผลสอบของคระกรรมการล่าสุดจะออกมาว่า มีพฤติกรรมกิริยาเข้าข่ายสามารถดำเนินการได้ทางวินัยและอาญาทหาร แต่ดูก็เหมือนกับปุยนุ่นเต็มที
พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เหตุว่า ”เสธ.แดง” ต้องการอะไร หากจะอ้างว่าเพื่อชาติแล้วดูค่อนข้างจะเบานัก หรือจะเป็นเพียงในเมื่อคนชื่อแดง ย่อมจะอยู่ฝ่ายคนชื่อแดงใส่เสื้อแดงด้วยกัน มีหรือจะไม่ชอบเลือดสีแดงๆๆๆ จะได้มีปลอกคอเท่านั้นเอง
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2551
และเข้าใจว่าเป็นคลิปคราวที่เสธ.แดงถูกจับสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 31 พ.ค.2550 ตามหมายศาลอาญา ที่ 404/50 ลงวันที่ 18 พ.ค.50 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และกรณีไม่ยอมไปฟังคำตัดสินของศาลในคดีหมิ่นประมาท
ภาพ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ดังกล่าวนี้พอจะเป็นตัวตัดสินได้ว่าการที่ ”เสธ.แดง” ออกมาเคลื่องไหวแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพื่อใคร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เสธ.แดง" ประกาศที่จะทวงคืนทำเนียบรัฐบาลคืนจากกลุ่มพันธมิตรที่เข้าไปยึดมาเป็นเวลานานพร้อมกับมีการออกมาคาดกากรณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพันธมิตร ส่งผลให้การเมืองไทยที่เคย "อึมครึม" ในก่อนหน้านี้ ก็เพิ่มดีกรีร้อนแรงเฉียดใกล้ "มิคสัญญี" เข้าทุกวัน
เพราะหลังจากนั้นเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงคราม "เอ็ม 79" ยิงใส่เข้าไปใน "ฝูงชน" ที่ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ติดต่อกันถึง 2 วันที่ผ่านมา ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภา ดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิในที่สุด และทุกครั้งที่เกิดการปะทะจะปรากฏเงาของ ”เสธ.แดง” เสนอในมุมมืดในเหตุการณ์เสมอ
“เสธ.แสดง” นั้นเป็น คน อ.โพธิราม จ. ราชบุรี ในครอบครัวทหารสืบตระกูลมาจากพระยาโยธาธิราช ทหารมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เมื่อจบ ม.ศ. 3 ก็ไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 11 รุ่นน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 1 รุ่น
พอเรียนอยู่ 2 ปีแล้วก็ไปแยกเหล่าอีก 5 ปี จบมาก็มาเป็น นายร้อย ทีนี้เรากต้องเลือกทหารบกเพราะพ่อเป็นทหารบก ลงใต้ไปประจำที่ปัตตานี 4 ปี จากนั้นไปอยู่น่าน รบกับ ผ.ก.ค. อยู่ที่อรัญฯ ตาพระยาปี 25 แล้วมาอยู่ด้านตะวันตกคุมพื้นที่ไปถึงสังขะบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ ไทรโยค หนองปรือ
เข้าไปเขาแหลม ไปถึงด่านเจดีย์สามองค์
แต่ภาพของ ”เสธ.แดง” เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศหลังเป็นคู่ปรับกับ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จนถูกฟ้องทั้งหมด 62 คดี จนกระทั้งเคยถูกจับมาแล้ว พร้อมกันนนี้ได้สะท้อนภาพของเป็นนายทหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงครามทุกครั้งที่มีระเบิดป่วนเมือง ระเบิดลอบสังหารอดีตนายกฯหรืองคาร์บอมบ์ ในที่สุดก็กลายเป็นคาร์บ๊องจับมือใครดมไม่ได้ย่านบางพลัด “เสธ.แดง” ก็ออกมาวิจารณ์ให้ความรู้เป็นฉากๆๆ
ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะเป็นคนชอบสะสมอาวุธสงครามและเคยถูกเจ้ากรมบุกจับที่บ้านพักพบอาวุธสงคราม 55 รายการสามารถเก็บไว้รบได้ 3 วัน ทำให้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก สมัยเป็น ผบ.ทบ เรียกคุยก็อ้างว่าเก็บไว้สอนหนังสือ
เมื่อเกิดปะทะกันระหว่าง นปช.กับพันธมิตรครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ก.ย. จนทำให้ฝ่าย นปช.เสียชีวิตหนึ่งคน นำมาสู่การประกาศภาวฉุกเฉินที่ไม่ฉุกเฉิน วันที่เกิดเหตุนั้นก็ปรากฏกาย ”เสธ.แดง” แม้นว่าจะประกาศไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งๆก่อนหน้านี้ได้ฝึก”นักรบพระเจ้าตาก”ที่สนามหลวงให้กับ นปช. จนถูกกองทัพบกสอบสวน
หลังจากนั้นมาภาพของ ”เสธ.แดง” ก็ปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆๆจนกระทั้งประกาศเอาคืนทำเนียบฯให้กับรัฐบาลและมีการระเปิดตามมาและมีการยิงเข้าใส่พันธมิตรหลายครั้งหลายครา
แต่เมื่อภาพที่ปรากฏว่าสุดนี้คงจะอนุมานได้ว่าที่พฤติกรรมของ ”เสธ.แดง” มีวัตถุประสงค์เพื่อใคร แม้นว่า “เดียร์” น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาวคนเดียวของ “เสธ.แดง” นาวาเอกพิเศษ จันทรา สวัสดิผล (เสียชีวิตแล้ว) ปัจจุบันมีอายุ 26 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนราชินีบน คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะไปร่วมกับพันธมิตรเป็นประจำ และทั้งสองพ่อลูกจะเข้าใจวิถีของแต่ละคนดี และฝ่ายพ่อจะบอกว่าชาติสำคัญกว่าก็ตามที และคำนี้เป็นจริงหรือไม่
ดังนั้นคงจะไม่ต้องสงสัยกันอีกต่อไปว่าภารกิจของ “เสธ.แดง” นั้นคืออะไร เมื่อชัดเจนเช่นนี้กองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกจะจัดการอย่างไรแม้ว่าผลสอบของคระกรรมการล่าสุดจะออกมาว่า มีพฤติกรรมกิริยาเข้าข่ายสามารถดำเนินการได้ทางวินัยและอาญาทหาร แต่ดูก็เหมือนกับปุยนุ่นเต็มที
พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เหตุว่า ”เสธ.แดง” ต้องการอะไร หากจะอ้างว่าเพื่อชาติแล้วดูค่อนข้างจะเบานัก หรือจะเป็นเพียงในเมื่อคนชื่อแดง ย่อมจะอยู่ฝ่ายคนชื่อแดงใส่เสื้อแดงด้วยกัน มีหรือจะไม่ชอบเลือดสีแดงๆๆๆ จะได้มีปลอกคอเท่านั้นเอง
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2551
คุณชาย....กระ(...)ช่วยทำความดีให้ผมดูหน่อยผมไม่รู้ทำดีอย่างไรจริงๆๆๆ
คุณชาย.... ครับผมเป็นคนมีปัญญาน้อย มีความรู้ก็ไม่สูงจบเพียงแค่ปริญญาตรีแม้นจะเป็นปริญญาตรีจากมหาวิทยลัยทั้งๆที่ในช่วงที่ผมเรียนอยู่จะยังไม่มีการรับรอง มีการกล่าวขานกันว่าเป็น "มหาวิทยลัยเถื่อน" เรียนจบไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีที่ไหนเขารับเข้าทำงาน เพราะเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับคนด้อยโอกาสทางการศึกษา
ดังนั้น จึงทำให้ผมไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก เลยไม่ค่อยรู้ว่าการทำความดีนั้นเขาทำกันอย่างไร แต่การที่คุณชายมาบอกให้ผมทำความดีจึงไม่รู้ว่าทำอย่างไร กรุณาทำความดีให้ผมดูหน่อยก็แล้วกัน
อาจจะมีคนแย้งผมว่าเรียนจบถึงปริญญาตรีเป็นถึงมีคำว่า "มหา" นำหน้ายังไม่รู้อีกหรือ แบบนี้เอาคำว่า "หมา" นำหน้าไม่ดีกว่าหรือ ครับเอานำก็ได้แต่ "หมา" ตัวนี้เป็น "หมาเฝ้าบ้าน" รู้จักบุญคุณแกงร้อนที่ชาวบ้านเขาเลี้ยงมา "หมา" ตัวนี้จะไม่มีวันทรยศกับผู้มีพระคุณและแผ่นดินที่มันเกิดเป็นเด็ดนขาด เพราะ "หมา" ตัวนี้มันมีความภูมิใจว่า "มันไม่ได้เป็นสุนัขรับใช้" หรือไม่เป็นค่าความคิดของใคร
จะให้มีปัญญามากเหมือนคนบ้างคนได้อย่างไรครับ ที่มีปัญญามากถึงขนาดโกงดูดเงินแผ่นดินเป็นแสนๆล้านบาท ขายหุ้นเป็นหมื่นๆๆล้านก็ความฉลาดเลี่ยงจ่ายภาษีได้เก่งจริงๆๆๆ ก็ยังไม่มีคนรู้ว่านั้นคือความชั่วหรือเป็นคนโกง ยังมีการยกย่องว่าเป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของคนรากหญ้า เพราะรากหญ้าขอโทษนะครับส่วนใหญ่จะกินหญ้าไม่ได้เจตนาจะดูถูกคนจริงๆๆแบบต้องการจะสะท้อนให้มันชัดๆๆๆไปเลย
จะให้ผมมีปัญญามากได้อย่างไรครับ เพราะผมเกิดมาผมไม่รู้ว่าจะได้เรียนหนังสือให้เป็นคนฉลาดรู้กลโกงของคนได้อย่างไร เนื่องจากผมเป็นลูกคนจนมีครอบครัวที่แตกแยกตั้งแต่เล็ก แม่เป็นโรคเลือดพ่อต้องพาเข้ากรุงเทพฯเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาทั้งแต่ผมยังไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อเองก็ชอบดื่มสุรา
ต้องอยู่กับญาติได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่เล็กถึงจะได้กิน แล้วจะเอาอาหารที่ไหนไปเลี้ยงสมองให้ฉลาด (แต่ไม่โกง) พร้อมกันนี้ยังต้องดูแลน้องอีกถึงสองคน แบบนี้จะเอาปัญญามาจากไหนรู้ว่าการทำความดีเป็นอย่างไร ไม่เป็นโจรโกงชาติขายยาเสพติดก็เป็นบุญแล้ว เมื่อสภาพของพ่อและแม่เป็นแบบนี้พ่อจึงแยกผมและน้องๆๆให้ไปอยู่กับญาติคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง
ลืมบอกไปว่าผมเองนั้นเป็นลูกครึ่งครับ พ่อเป็นคนอีสานหรือชาวส่วยเมืองศรีษะเกษ (ดีนะที่ไม่ได้มาจากแผ่นดินใหญ่แต่ยังไม่รู้บุญคุณ) ส่วนแม่นั้นเป็นคนแกวหรือลาวพวนเกิดที่จังหวัดพิจิตร อ.บางมูลนาก ใกล้กับอ.ดงเจริญ บ้านของพล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ แต่ถึงกระนั้นผมมีความภูมิใจที่เป็นเป็นคนอีสานและสามารถพูดลาวได้ ผมรำลึกถึงบุญคุณแผ่นดินเกิดไม่เสมอ สามารถที่จะช่วยเหลือสังคมได้บ้างก็จะแม้นว่าจะมีเบี้ยน้อยหอยน้อยปัญญาน้อยนิดก็ตาม ก็จะพยามยามทำถ้ามีโอกาส ผมไม่เคยคิดที่จะเนรคุณแผ่นดินเพราะคนในแผ่นดินนี้เลี้ยงผมมา ข้าวชาวบ้านคนละทัพพี ให้เติญใหญ่มา แต่ทัพพีอันนี้ก็พอรู้รสแกงอยู่บ้าง
แต่นั้นหละคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีคนแนะนำช่วยเหลือชักจูงให้ผมขึ้นมาจากขุมนรกไม่เป็นโจร ได้เรียนหนังสือจากโรงเรียนวัด ผมก็ตั้งใจเรียน เพราะผมได้ยึดคำที่พ่อสอนแต่เป็นคำสอนที่มีค่าที่ว่า "พ่อไม่มีเงินไม่มีไรนาอย่างได้อะไรก็เรียนเอา" และพ่อผมสอนไม่ให้เป็นคนเป็นแก่เงินเห็นแก่ได้ พ่อสอนไม่มากหรอกครับ แม้นพ่อผมไม่ใช่เป็นคนร่ำรวยเป็นแสนๆๆล้าน และมีความผิดพลาดทางครอบครัวบ้างแต่ผมก็ภูมิใจในตัวพ่อและในคำสอนของท่าน
ผมตั้งเรียนตามคำสอนของพ่อเมื่อจบป.4 ผมก็เรียนโรงเรียนวัดสอบเทียบบ้าง มีความรู้อะไรใหม่ๆๆ ผมสนใจศึกษา ผมมีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี 2527 ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เข้ามาใหม่ ผมเรียนโปรแกรมต่างๆๆด้วยเงินของผมเอง ไม่ได้ขายตัวหรือหัวใจเพื่อมาซื้อสิ่งของเหล่านี้หรือโกงใครเพื่อได้เงินมาซื้อ จนกระทั้งผมสอบเทียบ ม.6 ได้ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ที่พวกสภาห้าร้อยกำลังยึดพื้นที่สร้างสภาใหม่ เพื่อสนองตัณหาคนบ้างคนหรือหลายคน แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยเถื่อนที่เป็นช่องทางเดียวที่จะเข้าเรียนระบบมหาวิทยาลัยได้
ในที่สุดเด็กบ้านนอกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตเองจะเป็นอย่างไรก็สามารถเรียนจบระดับปริญญาตรีกับเขาเหมือนกันนั้นมันเป็นความภูมิใจนะ และเอกที่ผมจบคือปรัญชาเรียนแนวความคิดของคนเกียรตินิยมอันดับ 2 เด็กเรียนนะ (นึกถึงตรงในน้ำตาใส่นะ)
เมื่อเรียนจบแล้วก็ใช่ว่าจะหางานทำให้ง่ายๆๆทำทั้งเซเว่นตำแหน่งผู้จัดจัดการร้านทำถูกอย่างแม้นแต่ถูกพื้น เป็นบัสบอยโรงแรมเอเซีย 20 วันแต่ได้ความรู้ในการเทรนคน ได้ความรู้ในการเข้าสังคม
และแล้วผมก็เข้ามาทำงานปัจจุบันเงินเดือนที่ผมได้เมื่อเข้างานครั้งแรกหลักพันบาท แม้นไม่มากผมก็มีความภูมิใจและรู้จักคำว่า "พอ" ตั้งแต่ทำงานมาผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินจะได้ขึ้นหรือไม่ได้ขึ้นประจำปีก็ตาม เพราะผมเปรียบเทียบว่าจะมีใครสักกี่คนที่ได้ทำงานอย่างนี้และมีเงินเดือนอย่างนี้
จนสามารถซื้อบ้านเลี้ยงดูครอบครัวแบบ "พอเพียง" ดูแลลูกให้เป็นดอกไม้ที่งดงามสร้างความภูมิใจและเป็นกำลังใจเสมอแม้นงานจะหนักยุควิกฤติเศรษฐกิจ แต่ผมก็นึกถึงบุญคุณที่ทำงาน เพราะเนื้อหนังของผม ลูกและภรรยา ก็มาจากที่ทำงานทั้งนั้น ถ้าไม่มีสถานที่ทำงานแห่งนี้ก็คงจะไม่มีสภาพอยู่อย่างปัจจุบันนี้ เท่านี้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
พร้อมกันนี้ค่าหยาดเหงือแรงงานที่ผมทำงานนั้น ผมยังได้จ่ายภาษีบำรุงแผ่นดินและจ่ายเป็นเงินประกันสังคมอีกรวมแล้วเกือบสองพันบาทต่อเดือน แม้นว่าผมจะไม่ค่อยได้รับสวัสดิการจากรัฐเท่าใดหนัก แต่เมื่อคิดว่าเป็นการทำบุญใช้หนี้แผ่นดินเท่านี้ก็มีความสุข ส่วนคนมีอำนาจนำภาษีไปใช้แม้นจะเข้ากระเป๋าบ้างก็ไม่ไปคำนึงตรงนั้นแต่อย่าให้จับได้ถือว่าเป็นการให้ทานก็แล้วกัน ท้งๆที่ความจริงแล้วไม่ค่อยอยากจ่ายเท่าใดหนักก็ตาม
ผมจะผิดศีลข้อแรกน้อยมากถ้าไม่จำเป็นแม้นแต่ยูง หนู เพราะผมไม่ชอบเอาเปรียบหรือรังแกใคร
เมื่อผมรู้จักคำว่า "พอ" ผมจึงไม่ผิดศีลข้อสอง ผมไม่ผิดจรรยาบรรณหรือเป็นสุนัขรับใช้เพราะต้องการได้มาซึ่งเงิน และเครื่องอำนวจความสะดวกต่างๆๆ ที่นักการเมืองหยิบยื่นให้
ผมไม่ผิดศีลข้อ 3 กับภรรยาไม่มีอนุหนึ่งสองสาม แม้นบ้างครั้งเราจะแยกกันอยู่บ้างเพราะวิกฤติเศรษฐกิจน้ำมันแพงแต่ผมก็ไม่เคยนอกใจ
ผมไม่พูดเท็จหรือพูดจริงครึ่งเดียว ไม่เคยพูดเพื่อให้ตัวเองเด่งหรือหาเสียงหรือพูดเพื่อมัดใจคนที่สนับสนุนตัวเอง ผมจะไม่พูดคำหยาบถ้าไม่จำเป็นจริงๆๆ
ส่วนศีลข้อห้าที่ผ่านมาจะดื่มบ้างแต่ระยะหลังนี้เห็นความสำคัญของสุขภาพมากขึ้น
พูดง่ายๆๆผมไม่ได้ตัวเป็นสวะสังคม เอาเปรียบสังคม เป็นปัญหาสังคม หรือเป็นตัวสร้างปัญหาสังคม เมื่อผมมีบ้านผมก็ต้องเป็นสมาชิกหมู่บ้านผมเคยทำหน้าที่เป็นประธานหมู่บ้านนานกว่าสี่ปี พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในหมู่บ้านที่ร้อยพ่อพันแม่และเกิดจากปัญหาการเมือง
ด้วยความด้อยปัญญาและการศึกษาไม่สูงของผมจึงไม่รู้ว่าการทำความดีเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นเห็นคุณชาย..กระ(...)ที่ชักชวนให้ผมทำความดี ก็ช่วยทำความดีให้ผมดูหน่อยก็แล้วกัน แค่บอกอย่างเดียวผมคงทำไม่ถูกหรือไม่ตรงได้ หรือบอกพี่เมียให้ทำให้ผมดูหน่อยเอาข้อเดียวคือรู้จักคำว่า "พอ" เท่านี้พอแล้วไม่ต้องมาก
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2551
ดังนั้น จึงทำให้ผมไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก เลยไม่ค่อยรู้ว่าการทำความดีนั้นเขาทำกันอย่างไร แต่การที่คุณชายมาบอกให้ผมทำความดีจึงไม่รู้ว่าทำอย่างไร กรุณาทำความดีให้ผมดูหน่อยก็แล้วกัน
อาจจะมีคนแย้งผมว่าเรียนจบถึงปริญญาตรีเป็นถึงมีคำว่า "มหา" นำหน้ายังไม่รู้อีกหรือ แบบนี้เอาคำว่า "หมา" นำหน้าไม่ดีกว่าหรือ ครับเอานำก็ได้แต่ "หมา" ตัวนี้เป็น "หมาเฝ้าบ้าน" รู้จักบุญคุณแกงร้อนที่ชาวบ้านเขาเลี้ยงมา "หมา" ตัวนี้จะไม่มีวันทรยศกับผู้มีพระคุณและแผ่นดินที่มันเกิดเป็นเด็ดนขาด เพราะ "หมา" ตัวนี้มันมีความภูมิใจว่า "มันไม่ได้เป็นสุนัขรับใช้" หรือไม่เป็นค่าความคิดของใคร
จะให้มีปัญญามากเหมือนคนบ้างคนได้อย่างไรครับ ที่มีปัญญามากถึงขนาดโกงดูดเงินแผ่นดินเป็นแสนๆล้านบาท ขายหุ้นเป็นหมื่นๆๆล้านก็ความฉลาดเลี่ยงจ่ายภาษีได้เก่งจริงๆๆๆ ก็ยังไม่มีคนรู้ว่านั้นคือความชั่วหรือเป็นคนโกง ยังมีการยกย่องว่าเป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของคนรากหญ้า เพราะรากหญ้าขอโทษนะครับส่วนใหญ่จะกินหญ้าไม่ได้เจตนาจะดูถูกคนจริงๆๆแบบต้องการจะสะท้อนให้มันชัดๆๆๆไปเลย
จะให้ผมมีปัญญามากได้อย่างไรครับ เพราะผมเกิดมาผมไม่รู้ว่าจะได้เรียนหนังสือให้เป็นคนฉลาดรู้กลโกงของคนได้อย่างไร เนื่องจากผมเป็นลูกคนจนมีครอบครัวที่แตกแยกตั้งแต่เล็ก แม่เป็นโรคเลือดพ่อต้องพาเข้ากรุงเทพฯเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาทั้งแต่ผมยังไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อเองก็ชอบดื่มสุรา
ต้องอยู่กับญาติได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่เล็กถึงจะได้กิน แล้วจะเอาอาหารที่ไหนไปเลี้ยงสมองให้ฉลาด (แต่ไม่โกง) พร้อมกันนี้ยังต้องดูแลน้องอีกถึงสองคน แบบนี้จะเอาปัญญามาจากไหนรู้ว่าการทำความดีเป็นอย่างไร ไม่เป็นโจรโกงชาติขายยาเสพติดก็เป็นบุญแล้ว เมื่อสภาพของพ่อและแม่เป็นแบบนี้พ่อจึงแยกผมและน้องๆๆให้ไปอยู่กับญาติคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง
ลืมบอกไปว่าผมเองนั้นเป็นลูกครึ่งครับ พ่อเป็นคนอีสานหรือชาวส่วยเมืองศรีษะเกษ (ดีนะที่ไม่ได้มาจากแผ่นดินใหญ่แต่ยังไม่รู้บุญคุณ) ส่วนแม่นั้นเป็นคนแกวหรือลาวพวนเกิดที่จังหวัดพิจิตร อ.บางมูลนาก ใกล้กับอ.ดงเจริญ บ้านของพล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ แต่ถึงกระนั้นผมมีความภูมิใจที่เป็นเป็นคนอีสานและสามารถพูดลาวได้ ผมรำลึกถึงบุญคุณแผ่นดินเกิดไม่เสมอ สามารถที่จะช่วยเหลือสังคมได้บ้างก็จะแม้นว่าจะมีเบี้ยน้อยหอยน้อยปัญญาน้อยนิดก็ตาม ก็จะพยามยามทำถ้ามีโอกาส ผมไม่เคยคิดที่จะเนรคุณแผ่นดินเพราะคนในแผ่นดินนี้เลี้ยงผมมา ข้าวชาวบ้านคนละทัพพี ให้เติญใหญ่มา แต่ทัพพีอันนี้ก็พอรู้รสแกงอยู่บ้าง
แต่นั้นหละคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีคนแนะนำช่วยเหลือชักจูงให้ผมขึ้นมาจากขุมนรกไม่เป็นโจร ได้เรียนหนังสือจากโรงเรียนวัด ผมก็ตั้งใจเรียน เพราะผมได้ยึดคำที่พ่อสอนแต่เป็นคำสอนที่มีค่าที่ว่า "พ่อไม่มีเงินไม่มีไรนาอย่างได้อะไรก็เรียนเอา" และพ่อผมสอนไม่ให้เป็นคนเป็นแก่เงินเห็นแก่ได้ พ่อสอนไม่มากหรอกครับ แม้นพ่อผมไม่ใช่เป็นคนร่ำรวยเป็นแสนๆๆล้าน และมีความผิดพลาดทางครอบครัวบ้างแต่ผมก็ภูมิใจในตัวพ่อและในคำสอนของท่าน
ผมตั้งเรียนตามคำสอนของพ่อเมื่อจบป.4 ผมก็เรียนโรงเรียนวัดสอบเทียบบ้าง มีความรู้อะไรใหม่ๆๆ ผมสนใจศึกษา ผมมีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ปี 2527 ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เข้ามาใหม่ ผมเรียนโปรแกรมต่างๆๆด้วยเงินของผมเอง ไม่ได้ขายตัวหรือหัวใจเพื่อมาซื้อสิ่งของเหล่านี้หรือโกงใครเพื่อได้เงินมาซื้อ จนกระทั้งผมสอบเทียบ ม.6 ได้ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ที่พวกสภาห้าร้อยกำลังยึดพื้นที่สร้างสภาใหม่ เพื่อสนองตัณหาคนบ้างคนหรือหลายคน แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยเถื่อนที่เป็นช่องทางเดียวที่จะเข้าเรียนระบบมหาวิทยาลัยได้
ในที่สุดเด็กบ้านนอกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตเองจะเป็นอย่างไรก็สามารถเรียนจบระดับปริญญาตรีกับเขาเหมือนกันนั้นมันเป็นความภูมิใจนะ และเอกที่ผมจบคือปรัญชาเรียนแนวความคิดของคนเกียรตินิยมอันดับ 2 เด็กเรียนนะ (นึกถึงตรงในน้ำตาใส่นะ)
เมื่อเรียนจบแล้วก็ใช่ว่าจะหางานทำให้ง่ายๆๆทำทั้งเซเว่นตำแหน่งผู้จัดจัดการร้านทำถูกอย่างแม้นแต่ถูกพื้น เป็นบัสบอยโรงแรมเอเซีย 20 วันแต่ได้ความรู้ในการเทรนคน ได้ความรู้ในการเข้าสังคม
และแล้วผมก็เข้ามาทำงานปัจจุบันเงินเดือนที่ผมได้เมื่อเข้างานครั้งแรกหลักพันบาท แม้นไม่มากผมก็มีความภูมิใจและรู้จักคำว่า "พอ" ตั้งแต่ทำงานมาผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินจะได้ขึ้นหรือไม่ได้ขึ้นประจำปีก็ตาม เพราะผมเปรียบเทียบว่าจะมีใครสักกี่คนที่ได้ทำงานอย่างนี้และมีเงินเดือนอย่างนี้
จนสามารถซื้อบ้านเลี้ยงดูครอบครัวแบบ "พอเพียง" ดูแลลูกให้เป็นดอกไม้ที่งดงามสร้างความภูมิใจและเป็นกำลังใจเสมอแม้นงานจะหนักยุควิกฤติเศรษฐกิจ แต่ผมก็นึกถึงบุญคุณที่ทำงาน เพราะเนื้อหนังของผม ลูกและภรรยา ก็มาจากที่ทำงานทั้งนั้น ถ้าไม่มีสถานที่ทำงานแห่งนี้ก็คงจะไม่มีสภาพอยู่อย่างปัจจุบันนี้ เท่านี้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
พร้อมกันนี้ค่าหยาดเหงือแรงงานที่ผมทำงานนั้น ผมยังได้จ่ายภาษีบำรุงแผ่นดินและจ่ายเป็นเงินประกันสังคมอีกรวมแล้วเกือบสองพันบาทต่อเดือน แม้นว่าผมจะไม่ค่อยได้รับสวัสดิการจากรัฐเท่าใดหนัก แต่เมื่อคิดว่าเป็นการทำบุญใช้หนี้แผ่นดินเท่านี้ก็มีความสุข ส่วนคนมีอำนาจนำภาษีไปใช้แม้นจะเข้ากระเป๋าบ้างก็ไม่ไปคำนึงตรงนั้นแต่อย่าให้จับได้ถือว่าเป็นการให้ทานก็แล้วกัน ท้งๆที่ความจริงแล้วไม่ค่อยอยากจ่ายเท่าใดหนักก็ตาม
ผมจะผิดศีลข้อแรกน้อยมากถ้าไม่จำเป็นแม้นแต่ยูง หนู เพราะผมไม่ชอบเอาเปรียบหรือรังแกใคร
เมื่อผมรู้จักคำว่า "พอ" ผมจึงไม่ผิดศีลข้อสอง ผมไม่ผิดจรรยาบรรณหรือเป็นสุนัขรับใช้เพราะต้องการได้มาซึ่งเงิน และเครื่องอำนวจความสะดวกต่างๆๆ ที่นักการเมืองหยิบยื่นให้
ผมไม่ผิดศีลข้อ 3 กับภรรยาไม่มีอนุหนึ่งสองสาม แม้นบ้างครั้งเราจะแยกกันอยู่บ้างเพราะวิกฤติเศรษฐกิจน้ำมันแพงแต่ผมก็ไม่เคยนอกใจ
ผมไม่พูดเท็จหรือพูดจริงครึ่งเดียว ไม่เคยพูดเพื่อให้ตัวเองเด่งหรือหาเสียงหรือพูดเพื่อมัดใจคนที่สนับสนุนตัวเอง ผมจะไม่พูดคำหยาบถ้าไม่จำเป็นจริงๆๆ
ส่วนศีลข้อห้าที่ผ่านมาจะดื่มบ้างแต่ระยะหลังนี้เห็นความสำคัญของสุขภาพมากขึ้น
พูดง่ายๆๆผมไม่ได้ตัวเป็นสวะสังคม เอาเปรียบสังคม เป็นปัญหาสังคม หรือเป็นตัวสร้างปัญหาสังคม เมื่อผมมีบ้านผมก็ต้องเป็นสมาชิกหมู่บ้านผมเคยทำหน้าที่เป็นประธานหมู่บ้านนานกว่าสี่ปี พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในหมู่บ้านที่ร้อยพ่อพันแม่และเกิดจากปัญหาการเมือง
ด้วยความด้อยปัญญาและการศึกษาไม่สูงของผมจึงไม่รู้ว่าการทำความดีเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นเห็นคุณชาย..กระ(...)ที่ชักชวนให้ผมทำความดี ก็ช่วยทำความดีให้ผมดูหน่อยก็แล้วกัน แค่บอกอย่างเดียวผมคงทำไม่ถูกหรือไม่ตรงได้ หรือบอกพี่เมียให้ทำให้ผมดูหน่อยเอาข้อเดียวคือรู้จักคำว่า "พอ" เท่านี้พอแล้วไม่ต้องมาก
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2551
แนะนักการเมืองไทยดูโอบามาตั้งรัฐบาลแห่งชาติแก้วิกฤติชาติ
หลังจากตุลากรศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฉิมาธิปไตย ด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง ส่งผลให้กรรมการบริหารทั้งสามพรรคต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีและพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จึงมีคำถามว่าต่อจากนี้ไปการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร เพราะต่างชาติเองก็มองว่าสถานการณ์บ้านไทยน่าวิตกเกรงจะเกิดสงคามการเมือง แล้วรูปรัฐบาลหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
เสียงเรียกร้องให้มีการแก้วิกฤติการเมืองไทย จัดการเมืองเมืองใหม่หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นักการเมืองปัจจุบันเสียสละเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อความสามัคคีของคนในชาติดังขึ้นเรื่อยๆๆ
เสียงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินี้เจ้าตำหรับก็ว่าได้ คือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ก็ได้บวชสละทางโลกแล้ว แต่เมื่อการเมืองไทยเกิดวิกฤติมากขึ้น ความเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็มีคนเห็นด้วยมากขึ้น ตามมาก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้
แต่ล่าสุดก็บอกว่าคงยาก ตอนนี้เสียงนั้นก็ลามมาที่นักธุรกิจผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าอีสาน หรือนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ แต่ดูเหมือนเสียงเรียกร้องนี้เริ่มจะเข้าหูนักการเมืองบ้างแล้วอย่างเช่นนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ได้คุยกับ ส.ส.ต่างพรรคเห็นว่า
น่าจะมีคนกลางโดยเป็นแกนนำของอดีตพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์มาคุยกัน เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลเพื่อชาติ ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ โดยจะทำงานเพื่อประชาชนและเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์
"คงจะมีการวางกรอบการทำงานที่ชัดเจนให้กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเลิกทะเลาะกัน เราต้องทำเพื่อลูกหลานในอนาคต ไม่ใช่ทิ้งซากปรักหักพังไว้ให้ลูกหลาน ส่วนพรรคที่เหลือก็เป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ " นายทนุศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายทางออก แนวทางหนึ่งคือให้พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จับมือตั้งรัฐบาลร่วมกัน เพื่อแก้วิกฤตการเมือง
จำได้ว่านายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย นั้นเคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน และขณะที่นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ เป็นหรือไม่นั้นไม่แน่ใจ
รูปแบบของการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นตามที่เคยเสนอดังนี้ อันดับแรกก็คือนักการเมืองหรือส.ส.ทุกคนต้องเห็นต้องกันที่จะสามัคคีกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หลังจากนั้นก็เลือกผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ อาจจะเลือกหัวหน้าพรรคที่มีส.ส.น้อยที่สุด หรือ ส.ส.ที่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ โดยไม่มีการผูกขาดที่พรรคพลังประชาชนเดิม
หรือว่า จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์กับศิษย์เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่จำกัดว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคมาเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้นก็เลือกคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็มีสองแนวทางก็คือ เลือกจากส.ส.ด้วยกันเองเท่านั้น หรือว่าจะเลือกนักบริหารซึ่งเป็นคนนอกเฉพาะด้านที่เหมาะสมแต่ละกระทรวง แต่สำหรับความเห็นแล้วน่าจะเป็นวิธีหลัง เพราะหากเป็นวิธีแรกก็จะมองด้านผลประโยชน์ของตัวเองอีก
ขณะเดียวกันขอเสนอให้ดู นายบารัก โอมาบา ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่เปิดตัวคณะทำงานด้านความมั่นคงในรัฐบาลชุดใหม่เมื่อวันจันทร์ (1 ธ.ค.) โดยแต่งตั้งนางฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่แข่งเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงประธานาธิบดี ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ รวมทั้งทาบทามให้นายโรเบิร์ต เกตส์ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมต่อไปเหมือนเดิม เพราะดำรงตำแหน่งนี้อยู่ในขณะนี้ เพื่อสานต่อปฏิบัติการทางทหารในต่างแดน แต่ได้มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้คือ ยุติสงครามอิรักโดยเร็ว
ส่วนคนอื่นๆ ที่ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมในคณะทำงานด้านความมั่นคง ได้แก่ พล.ร.อ.เกษียณราชการเจมส์ โจนส์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ นางเจเน็ต นาโปลิตาโน ผู้ว่าการรัฐอริโซนา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ นายเอริค โฮลเดอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และนางซูซาน ไรซ์ ที่ปรึกษาหาเสียงด้านนโยบายต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ
จะเห็นได้ว่านายบารัก โอมาบา ที่คัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้คำนึงว่าบุคคลเหล่านี้สังกัดอยู่พรรคใด แต่เขาพิจารณาดูว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งใด แล้วจะสามารถแก้ปัญหาของชาติได้ ขณะนี้ที่สหรัฐก็มีปัญหาเช่นกัน
หากไม่เป็นไปตามนี้ก็คงได้จะได้เห็นคนชื่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือ นายชัย ชิดชอบ เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยคนต่อไปอย่างแน่นอน คงดูไม่จืดนะ
แต่เชื่อแน่ว่าวิธีที่เสนอนี้การเมืองไทยจะสามารถเดินไปได้ สัตว์มันยังเลือกผู้นำมันได้แล้วมนุษย์บอกว่ามีปัญญามากกว่าสัตว์ไม่สามารถเลือกผู้นำที่ดีได้เลยหรือ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2551
เสียงเรียกร้องให้มีการแก้วิกฤติการเมืองไทย จัดการเมืองเมืองใหม่หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นักการเมืองปัจจุบันเสียสละเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อความสามัคคีของคนในชาติดังขึ้นเรื่อยๆๆ
เสียงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินี้เจ้าตำหรับก็ว่าได้ คือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ก็ได้บวชสละทางโลกแล้ว แต่เมื่อการเมืองไทยเกิดวิกฤติมากขึ้น ความเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็มีคนเห็นด้วยมากขึ้น ตามมาก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้
แต่ล่าสุดก็บอกว่าคงยาก ตอนนี้เสียงนั้นก็ลามมาที่นักธุรกิจผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าอีสาน หรือนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ แต่ดูเหมือนเสียงเรียกร้องนี้เริ่มจะเข้าหูนักการเมืองบ้างแล้วอย่างเช่นนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส.อุตรดิตถ์ อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ได้คุยกับ ส.ส.ต่างพรรคเห็นว่า
น่าจะมีคนกลางโดยเป็นแกนนำของอดีตพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์มาคุยกัน เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลเพื่อชาติ ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ โดยจะทำงานเพื่อประชาชนและเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์
"คงจะมีการวางกรอบการทำงานที่ชัดเจนให้กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเลิกทะเลาะกัน เราต้องทำเพื่อลูกหลานในอนาคต ไม่ใช่ทิ้งซากปรักหักพังไว้ให้ลูกหลาน ส่วนพรรคที่เหลือก็เป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ " นายทนุศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายทางออก แนวทางหนึ่งคือให้พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จับมือตั้งรัฐบาลร่วมกัน เพื่อแก้วิกฤตการเมือง
จำได้ว่านายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย นั้นเคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน และขณะที่นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ เป็นหรือไม่นั้นไม่แน่ใจ
รูปแบบของการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นตามที่เคยเสนอดังนี้ อันดับแรกก็คือนักการเมืองหรือส.ส.ทุกคนต้องเห็นต้องกันที่จะสามัคคีกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หลังจากนั้นก็เลือกผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ อาจจะเลือกหัวหน้าพรรคที่มีส.ส.น้อยที่สุด หรือ ส.ส.ที่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ โดยไม่มีการผูกขาดที่พรรคพลังประชาชนเดิม
หรือว่า จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์กับศิษย์เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่จำกัดว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคมาเป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากนั้นก็เลือกคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็มีสองแนวทางก็คือ เลือกจากส.ส.ด้วยกันเองเท่านั้น หรือว่าจะเลือกนักบริหารซึ่งเป็นคนนอกเฉพาะด้านที่เหมาะสมแต่ละกระทรวง แต่สำหรับความเห็นแล้วน่าจะเป็นวิธีหลัง เพราะหากเป็นวิธีแรกก็จะมองด้านผลประโยชน์ของตัวเองอีก
ขณะเดียวกันขอเสนอให้ดู นายบารัก โอมาบา ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่เปิดตัวคณะทำงานด้านความมั่นคงในรัฐบาลชุดใหม่เมื่อวันจันทร์ (1 ธ.ค.) โดยแต่งตั้งนางฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่แข่งเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงประธานาธิบดี ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ รวมทั้งทาบทามให้นายโรเบิร์ต เกตส์ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมต่อไปเหมือนเดิม เพราะดำรงตำแหน่งนี้อยู่ในขณะนี้ เพื่อสานต่อปฏิบัติการทางทหารในต่างแดน แต่ได้มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้คือ ยุติสงครามอิรักโดยเร็ว
ส่วนคนอื่นๆ ที่ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมในคณะทำงานด้านความมั่นคง ได้แก่ พล.ร.อ.เกษียณราชการเจมส์ โจนส์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ นางเจเน็ต นาโปลิตาโน ผู้ว่าการรัฐอริโซนา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ นายเอริค โฮลเดอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และนางซูซาน ไรซ์ ที่ปรึกษาหาเสียงด้านนโยบายต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ
จะเห็นได้ว่านายบารัก โอมาบา ที่คัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้คำนึงว่าบุคคลเหล่านี้สังกัดอยู่พรรคใด แต่เขาพิจารณาดูว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งใด แล้วจะสามารถแก้ปัญหาของชาติได้ ขณะนี้ที่สหรัฐก็มีปัญหาเช่นกัน
หากไม่เป็นไปตามนี้ก็คงได้จะได้เห็นคนชื่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือ นายชัย ชิดชอบ เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยคนต่อไปอย่างแน่นอน คงดูไม่จืดนะ
แต่เชื่อแน่ว่าวิธีที่เสนอนี้การเมืองไทยจะสามารถเดินไปได้ สัตว์มันยังเลือกผู้นำมันได้แล้วมนุษย์บอกว่ามีปัญญามากกว่าสัตว์ไม่สามารถเลือกผู้นำที่ดีได้เลยหรือ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)