วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันสอบธรรมศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา พร้อมกันทั่วประเทศ ตอนแรกไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการสอบพร้อมกันเช่นนี้ นึกว่าเป็นสอบบ้างโรงเรียนที่สนใจเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงเรียนที่ลูกสาวเรียนอยู่ คือโรงเรียนวัดพิกุลเงิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี คนโตสอบระดับธรรมศึกษาเอกแล้ว ส่วนคนเล็กสอบระดับธรรมศึกษาโท แล้ว ซึ่งลูกสาวก็บอกให้ทราบว่ามีการสอบเช่นนี้แต่ได้ทราบรายละเอียดมากนัก
แต่ก็นึกภูมิใจว่าเขาสนใจเรียนเหมือนพ่อ....อิอิ ก็นึกว่าต่อไปเมื่อสอบระดับธรรมศึกษาเอกแล้วหวังว่าสนับสนุนให้เรียนภาษาบาลีบ้างแต่ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของเขานะ ไม่แน่อาจจะสนับสนุนให้เรียนระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เป็นได้
แต่พอเห็นข่าวนี้ที่ระบุว่า ที่หอประชุมสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) โรงเรียนวัดราชบพิธ กทม. มีพิธีเปิดสนามสอบ “สอบธรรมศึกษา...สร้างความดีเพื่อพ่อหลวบง” พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีพระพรหมมุนี แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายศรีเมือง เจริญศิริ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
ทั้งนี้นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวรายงานว่า มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติเห็นชอบให้พศ. จัดสอบธรรมศึกษาในโครงการ สอบธรรมศึกษา...สร้างความดีเพื่อพ่อหลวง พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 81 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธ.ค. 2551 โดยการสอบธรรมศึกษาในปีการศึกษา 2551 นี้ ทางสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง แจ้งว่ามียอดของผู้เข้าสอบธรรมศึกษาในชั้นตรี โท และเอกรวม 1,833,874 คน มากกว่าปีการศึกษา 2550 ถึง 232,459 คน
ก็ยิ่งน่าอนุโมทนามากยิ่งขึ้น แต่ก็แปลกใจในตัวเลขบ้างเล็กน้อย จึงได้ถามลูกสาวจึงทราบว่ามีการสอบพร้อมกันเช่นนี้นานแล้ว และมีการสอบเช่นนี้ทุกคน จึงได้หายสงสัย เห็นควรให้การสนับสนุน เพราะการสอบธรรมศึกษาแบบนนี้ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการวัดผลการศึกษาของพระเณร และฆราวาสที่สนใจเรียน แต่เมื่อทางกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายการศึกษาธรรมะและการสอบมาถึงโรงเรียนเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถือว่าเป็นการปลูกฝั่งคุณธรรมให้กับเยาวชนของชาติ
แต่คิดว่าไม่ใช่เฉพาะเยาวชนเท่านั้นที่ต้องปลูกฝั่งแม้นว่าจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ยิ่งจะต้องปลูกฝั่ง และควรจะต้องมีการวัดผลด้วย ปีละครั้งก็ยึงดีนะ เหมือนกับที่พระท่านสอบวัดผลปีละครั้งรูปใดสอบไม่ผ่านก็ต้องสอบใหม่ไม่มีการสอบซ่อมบ้างรูปใช้เวลาเป็นสิบปีถึงจะสอบผ่านแต่ละระดับ บางรูปหมดความอดทนก็ยุติไปเองก็มี แต่ทุกวันนี้เราไม่มีระบบการประเมินผลคุณธรรมของผู้ใหญ่เลย
พร้อมกันนี้ควรจะมีการวัดผลระดับจิตใจบ้างนะไม่ใช่วัดผลเฉพาะด้านความรู้เท่านั้น เพราะจิตใจถือว่าเป็นสิ่งสำคัญบ้างคนมีความรู้มากแตไม่สามารถที่จะนำความรู้มาแก้ปัญหาของชีวิตและชาติได้ พ่ายแพ้ฆ่าตัวตายไปมากก็มาก
จึงน่าจะมีการวัดผลด้านจิตใจ หรือทางภาษาพระด้านการปฏิบัติธรรมคือการสอบอารมณ์ โดยมีการอาจารย์เป็นผู้สอบว่า มีการปฏิบัติควบคุมอารมณ์ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติของชาติเช่นนี้การควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะการวัดปัญหาและพฤติกรรมของบุคคลเรายังไม่สามารถที่จะประเมินได้เลยว่าเป็นอย่างไร จึงทำให้มีคำถามให้กับกลุ่มพันธมิตรว่า คนชื่อทักษิณมีความผิดอะไร นั้นก็แสดงว่าคนยังมองไม่ออกว่าความผิดของคนชื่อทักษิณเป็นอย่างไร
เมื่อวัดไม่ได้ในที่สุดเมื่อมีการปลูกฝังว่าคนชื่อทักษิณดีแก้ปัญหารากหญ้าได้ จึงทำให้เกิดความเชื่อศรัทธา โดยไม่มีเหตุผลหรือปัญญาประกอบจึงมีปัญหาอย่างที่เห็นแล เพราะเชื้อมันแรง ยาแก้ก็ต้องแรงด้วย
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน 2551
วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551
3พรรคถูกยุบเสียงตั้งรัฐบาลแห่งชาติดังกระหึ่มแต่นักเลือกตั้งไม่ได้ยิน
หลังจากตุลากรศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฉิมาธิปไตย ด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง ส่งผลให้กรรมการบริหารทั้งสามพรรคต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีและพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จึงมีคำถามว่าต่อจากนี้ไปการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร เพราะต่างชาติเองก็มองว่าสถานการณ์บ้านไทยน่าวิตกเกรงจะเกิดสงคามการเมือง
ขณะที่กลุ่มพันธมิตรเองก็ได้ประกาศที่จะยุติการชุมนุมตั้งแต่เวลาสิบนาฬิกาของวันที่สามธันวาคมเป็นต้นไป พร้อมกับระบุจะออกมาใหม่หากมีความไม่ถูกต้องทางเมืองเกิดขึ้นจะกลับมาใหม่ ส่วนกลุ่มนปช.เองขณะนี้ชุมนุมอยู่ที่ลานคนเมืองกทม. ขณะนี้เดียวกันก็มีการเมืองเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในพื้นที่เตรียมเข้ากรุง นั้นก็แสดงว่ากลุ่มพันธมิตรหยุดหรือพอแล้วส่วนนปช.กำลังติดสินใจนะหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคเช่นนี้ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้วิกฤติการเมืองไทย จัดการเมืองเมืองใหม่หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นักการเมืองปัจจุบันเสียสละเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ
เสียงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินี้เจ้าตำหรับก็ว่าได้ คือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ก็ได้บวชสละทางโลกแล้ว แต่เมื่อการเมืองไทยเกิดวิกฤติมากขึ้น ความเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็มีคนเห็นด้วยมากขึ้น ตามมาก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ แต่ล่าสุดก็บอกว่าคงยาก
แต่เป็นที่น่าสังเกตุก็คือว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบสามพรรคได้มีเสียงจากฝ่ายเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง ก็เห็นด้วยที่จะให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ อย่างเช่นนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าอีสาน เห็นว่า ขณะนี้ประเทศชาติกำลังประสบปัญหาภาวะวิกฤตทางการเมือง ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้คิดว่าทุกพรรคการเมืองควรยุติบทบาทด้วยการเว้นวรรคการเมือง เพื่อให้มีการคัดสรรคนกลางหรือให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาบริหารประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ รวมทั้งให้ประเทศไทยมีเวลาในการสร้างระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ขึ้นมา
"ส่วนที่หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาบริหารประเทศนั้น จะไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้มองว่าที่ผ่านมาในการเลือกตั้งแต่ละครั้งประเทศไทยได้สูญเสียระบอบประชาธิปไตยไปมากแล้ว เนื่องจากมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมาก จนสามารถคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้เป็น สส.พรรคการเมืองไหน จะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยในขณะนี้ จะต้องมองถึงแนวทางใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เพียงอย่างเดียว อย่ามาใช้คำว่าระบอบประชาธิปไตยรูปแบบเก่ามาเป็นตัวปิดกั้นแนวทางการแก้ไขปัญหา" เลขาธิการหอการค้าอีสาน กล่าว
ขณะที่นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า กล่าวว่า ทางออกที่น่าจะดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นกลางหรือที่เรียกกันว่ารัฐบาลแห่งชาติ เข้ามาแก้ไขวิกฤติของชาติไปก่อนจนกว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะเชื่อว่าหากว่ากลุ่ม ส.ส.จากพรรคการเมืองเดิมที่ถูกยุบ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็คาดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็คงจะไม่หมดไปจากบ้านเมืองอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนว่า เสียงเรียกร้องเหล่านี้ไม่เข้าหูนักการเลือกตั้งเลย เพราะวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบสามพรรคเรียบร้อย แทนที่คนเหล่านี้จะคิดหาทางออกให้กับการเมืองไทย แต่ยังคงมีความคิดเดิมๆๆ ย้ายพลพรรคไปสังกัดพรรคที่ได้ตั้งไว้รอแล้ว และสรรหาคนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในพรรคกลุ่มเดิม จึงทำให้ปรากฏชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นตัวเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯคาดคงเป็นวันที่แปดหรือเก้าธันวาคมนี้ แม้นแต่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ก็มีคนกล่าวถึงเพราะอาวุโส (โอ้ววแม่เจ้า) ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกันเพราะนักเลือกตั้งมองแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง แล้วประโยชน์ที่ตัวเองเบียดบังมานั้นก็มีทางหมดไปเหมือนกันเหมือนกันคนบ้างคนที่ขณะนี้ประเทศอังกฤษก็มีการอายัดทรัพย์เป็นแสนล้านบาทไว้ ต้องบอกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายหรือสมบัติที่เป็นวัตถุสมบัตินั้นไม่เที่ยงจริงๆๆๆ
สำหรับแนวทางในการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นขอเสนอดังนี้ อันดับแรกก็คือนักการเมืองหรือส.ส.ทุกคนต้องเห็นต้องกันที่จะสามัคคีกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หลังจากนั้นก็เลือกผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ อาจจะเลือกหัวหน้าพรรคที่มีส.ส.น้อยที่สุด หรือ ส.ส.ที่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ
หลังจากนั้นก็เลือกคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็มีสองแนวทางก็คือ เลือกจากส.ส.ด้วยกันเองเท่านั้น หรือว่าจะเลือกนักบริหารซึ่งเป็นคนนอกเฉพาะด้านที่เหมาะสมแต่ละกระทรวง แต่สำหรับความเห็นแล้วน่าจะเป็นวิธีหลัง เพราะหากเป็นวิธีแรกก็จะมองด้านผลประโยชน์ของตัวเองอีก
ก็มีคำถามตามว่าแล้วใครจะทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เชื่อแน่ว่าคงไม่มีปัญหา เพราะทั้งพันธมิตร สื่อมวลชน และส.ส.เองก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้ และในช่วงนี้ ส.ส. ส.ว.และทุกฝ่ายมาเขียนกติกาบ้านเมืองกันใหม่เอาให้มันตกผลึก ใครเก่งอะไรก็แสดงออกมา พันธมิตรที่บอกว่าต้องการการเมืองใหม่ก็เสนอตุ๊กกาออกมา ส.ส.จะได้ทำหน้าที่ของตัวเองเสียบ้าง คิดในระดับชาติ ไม่ใช่ไปแย่งงานท้องถิ่นทำ กระจายอำนาจท้องถิ่นให้ชัด
เสร็จแล้วถึงค่อยยุบสภา สู้กันในสนามเลือกตั้งอย่างลูกผู้ชาย ก็เชื่อแน่ว่าวิธีนี้การเมืองไทยจะสามารถเดินไปได้ สัตว์มันยังเลือกผู้นำมันได้แล้วมนุษย์บอกว่ามีปัญญามากกว่าสัตว์ไม่สามารถเลือกผู้นำที่ดีได้เลยหรือ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม 2551
ขณะที่กลุ่มพันธมิตรเองก็ได้ประกาศที่จะยุติการชุมนุมตั้งแต่เวลาสิบนาฬิกาของวันที่สามธันวาคมเป็นต้นไป พร้อมกับระบุจะออกมาใหม่หากมีความไม่ถูกต้องทางเมืองเกิดขึ้นจะกลับมาใหม่ ส่วนกลุ่มนปช.เองขณะนี้ชุมนุมอยู่ที่ลานคนเมืองกทม. ขณะนี้เดียวกันก็มีการเมืองเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในพื้นที่เตรียมเข้ากรุง นั้นก็แสดงว่ากลุ่มพันธมิตรหยุดหรือพอแล้วส่วนนปช.กำลังติดสินใจนะหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคเช่นนี้ก็มีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้วิกฤติการเมืองไทย จัดการเมืองเมืองใหม่หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้นักการเมืองปัจจุบันเสียสละเว้นวรรคทางการเมืองเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ
เสียงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินี้เจ้าตำหรับก็ว่าได้ คือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ก็ได้บวชสละทางโลกแล้ว แต่เมื่อการเมืองไทยเกิดวิกฤติมากขึ้น ความเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็มีคนเห็นด้วยมากขึ้น ตามมาก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ แต่ล่าสุดก็บอกว่าคงยาก
แต่เป็นที่น่าสังเกตุก็คือว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบสามพรรคได้มีเสียงจากฝ่ายเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง ก็เห็นด้วยที่จะให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ อย่างเช่นนายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าอีสาน เห็นว่า ขณะนี้ประเทศชาติกำลังประสบปัญหาภาวะวิกฤตทางการเมือง ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้คิดว่าทุกพรรคการเมืองควรยุติบทบาทด้วยการเว้นวรรคการเมือง เพื่อให้มีการคัดสรรคนกลางหรือให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาบริหารประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ รวมทั้งให้ประเทศไทยมีเวลาในการสร้างระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ขึ้นมา
"ส่วนที่หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาบริหารประเทศนั้น จะไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้มองว่าที่ผ่านมาในการเลือกตั้งแต่ละครั้งประเทศไทยได้สูญเสียระบอบประชาธิปไตยไปมากแล้ว เนื่องจากมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมาก จนสามารถคาดเดาได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้เป็น สส.พรรคการเมืองไหน จะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยในขณะนี้ จะต้องมองถึงแนวทางใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เพียงอย่างเดียว อย่ามาใช้คำว่าระบอบประชาธิปไตยรูปแบบเก่ามาเป็นตัวปิดกั้นแนวทางการแก้ไขปัญหา" เลขาธิการหอการค้าอีสาน กล่าว
ขณะที่นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า กล่าวว่า ทางออกที่น่าจะดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นกลางหรือที่เรียกกันว่ารัฐบาลแห่งชาติ เข้ามาแก้ไขวิกฤติของชาติไปก่อนจนกว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะเชื่อว่าหากว่ากลุ่ม ส.ส.จากพรรคการเมืองเดิมที่ถูกยุบ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็คาดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็คงจะไม่หมดไปจากบ้านเมืองอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนว่า เสียงเรียกร้องเหล่านี้ไม่เข้าหูนักการเลือกตั้งเลย เพราะวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบสามพรรคเรียบร้อย แทนที่คนเหล่านี้จะคิดหาทางออกให้กับการเมืองไทย แต่ยังคงมีความคิดเดิมๆๆ ย้ายพลพรรคไปสังกัดพรรคที่ได้ตั้งไว้รอแล้ว และสรรหาคนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในพรรคกลุ่มเดิม จึงทำให้ปรากฏชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นตัวเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯคาดคงเป็นวันที่แปดหรือเก้าธันวาคมนี้ แม้นแต่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ก็มีคนกล่าวถึงเพราะอาวุโส (โอ้ววแม่เจ้า) ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกันเพราะนักเลือกตั้งมองแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง แล้วประโยชน์ที่ตัวเองเบียดบังมานั้นก็มีทางหมดไปเหมือนกันเหมือนกันคนบ้างคนที่ขณะนี้ประเทศอังกฤษก็มีการอายัดทรัพย์เป็นแสนล้านบาทไว้ ต้องบอกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายหรือสมบัติที่เป็นวัตถุสมบัตินั้นไม่เที่ยงจริงๆๆๆ
สำหรับแนวทางในการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นขอเสนอดังนี้ อันดับแรกก็คือนักการเมืองหรือส.ส.ทุกคนต้องเห็นต้องกันที่จะสามัคคีกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หลังจากนั้นก็เลือกผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ อาจจะเลือกหัวหน้าพรรคที่มีส.ส.น้อยที่สุด หรือ ส.ส.ที่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ
หลังจากนั้นก็เลือกคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ก็มีสองแนวทางก็คือ เลือกจากส.ส.ด้วยกันเองเท่านั้น หรือว่าจะเลือกนักบริหารซึ่งเป็นคนนอกเฉพาะด้านที่เหมาะสมแต่ละกระทรวง แต่สำหรับความเห็นแล้วน่าจะเป็นวิธีหลัง เพราะหากเป็นวิธีแรกก็จะมองด้านผลประโยชน์ของตัวเองอีก
ก็มีคำถามตามว่าแล้วใครจะทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร เชื่อแน่ว่าคงไม่มีปัญหา เพราะทั้งพันธมิตร สื่อมวลชน และส.ส.เองก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้ และในช่วงนี้ ส.ส. ส.ว.และทุกฝ่ายมาเขียนกติกาบ้านเมืองกันใหม่เอาให้มันตกผลึก ใครเก่งอะไรก็แสดงออกมา พันธมิตรที่บอกว่าต้องการการเมืองใหม่ก็เสนอตุ๊กกาออกมา ส.ส.จะได้ทำหน้าที่ของตัวเองเสียบ้าง คิดในระดับชาติ ไม่ใช่ไปแย่งงานท้องถิ่นทำ กระจายอำนาจท้องถิ่นให้ชัด
เสร็จแล้วถึงค่อยยุบสภา สู้กันในสนามเลือกตั้งอย่างลูกผู้ชาย ก็เชื่อแน่ว่าวิธีนี้การเมืองไทยจะสามารถเดินไปได้ สัตว์มันยังเลือกผู้นำมันได้แล้วมนุษย์บอกว่ามีปัญญามากกว่าสัตว์ไม่สามารถเลือกผู้นำที่ดีได้เลยหรือ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม 2551
บริวารภูตแม่น้ำปิงอาละวาดปิดไทยพีบีเอส
แม้นว่าวันฮัลโลวีนจะผ่านไปแล้วแต่ภูตผีปีศาจก็ยังอาละวาดอยู่อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูตแม่น้ำโขง ที่อาละวาดทางช่อง จนชาวบ้านติดงอมแงม
แต่จากการเฝ้าติดตามภูตแม่น้ำโขง เมื่อคืนวันที่ 2 พ.ย. แม้นว่าจะเป็นภูตที่โหดร้ายก็โหดร้ายกับคนชั่ว และกับคนที่เคยเป็นอริต่อกันอย่างเช่นบัวผลัน เพราะเป็นที่รักของท่านปุโรหิตคือหมออัคนีหรือหมอไฟ ที่ตัวเองหลงรักอยู่เช่นกันทั้งๆที่หมอไม่ได้รักตอบ
แต่ภูตแม่น้ำโขงก็ยังมีความดีอยู่ที่คอยรักษาสมบัติในพระธาตุ คอยฆ่าหักคอคนชั่วที่เข้าไปลักสมบัติอย่างเช่นเจ้าวรวงศ์
แม้นภูตแม่น้ำโขงจะโหดร้ายกับชาวบ้านริมโขงก็ยังมีพ่อของบัวผลันที่บวชเป็นพระคอยให้ธรรมะสอนญาติโยมให้ตั้งสติใช้อาวุธคือปัญญาป้องกันตัวไม่ให้ภูตแม่น้ำโขงพาเป็นอสูรนำไปเป็นบริวาร ขณะเดียวกันพ่อของบัวผลันก็ได้ช่วยหมออัคนีให้บำเพ็ญให้วิชาแก่กล้าช่วยชาวบ้านให้พ้นจากอาถรรพ์อีกทาง
พลังแห่งความรักและความอิจฉาของภูตแม่น้ำโขงนั้นร้ายแรงมาก ทำให้พ่อของบัวผลันก็ไม่สามารถช่วยได้เป็นแต่เพียงคอยเตือนสติลูกสาวไม่ให้ตกเป็นภูตหรืออสูรเช่นเดียวกับภูตแม่น้ำโขง เพราะมันเป็นเรื่องของกรรม
อย่างไรก็ตามภูตแม่น้ำโขงนั้นแม้นจะชั่วร้ายก็บ้างกรณีและบ้างคนเท่านั้น แต่สำหรับภูตแม่น้ำปิงแล้วร้ายยิ่งกว่ามากหนัก เพราะได้สูญเลือด (สีแดง) คนไทยเกือบทั้งประเทศจนร่ำรวยเป็นแสนล้านนำเงินไปซื้อสโมสรฟุตบอลเมืองผู้ดีได้ จนตอนนี้คนไทยเหลือแต่กระดูก และสีเลือดก็ได้กระจายไปตามสื่อทีวีนอมินีบ้างแล้ว
ภูตแม่น้ำปิงได้หลอกใช้เงินภาษีของประชาชนไปหว่านให้กับรากหญ้าทั้งเงินกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ให้คนไทยหลงว่าเป็นความดีความเมตตาของภูตแม่น้ำปิด ปลูกฝังนิสัยคนไทยเป็นคนคอยแต่แปมือขอ แทนที่จะปลูกฝังให้คนไทยช่วยเหลือตัวเอง รู้จักคำว่าเพียงพอ
เมื่อคนไทยมีเงินแทนที่จะนำเงินนั้นไปลงทุนต่อยอดหารายได้เพิ่ม ก็นำเงินนั้นไปซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะมือถือ ต้องจ่ายค่าโทรรายเดือนเป็นพันเป็นหมื่นบาท
บุตรหลานที่เข้ามาเรียนเมืองกรุงสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็ถือมือถือ เมื่อเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เงินขาดมือในที่สุดก็ต้องขายของกลุ่ม กลายเป็นนางงามตามตู้กระจก นางงามถามฟุตบาท นางงามสนามหลวง นางงามถนนสุขุมวิทที่มากก็ย่านซอยนานา
เมื่อพ่อของบัวผลันใช้ธรรมะเข้าข่มสั่งสอนให้คนไทยอย่าได้ตกเป็นทาสของภูตแม่น้ำปิง ภูตแม่น้ำปิงเป็นเดือดเป็นแค้นมากได้ก็ส่งบริวารสูบเลือดสูบเนื้อคนไทยศพแล้วศพเหล่า ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นภูตแม่น้ำปิงมีอิทธิฤทธิ์ใช้อาวุธสมัยใหม่อย่างเช่นแก๊สน้ำตาฆ่าคนไทยอย่างเช่นน้องโบว์
แม้นว่าภูตแม่น้ำปิงจะร้ายเพียงใดวิธีแต่จะปราบอิทธิฤทธิได้นั้นก็คือการแพร่เมตตาอย่างที่แม่บัวผลันทำอยู่ทุกช้าค่ำ แม้นตอนที่บัวผลันกำลังจะตกเป็นทาสของภูติแม่น้ำโขงจะบีบแม่ แม่ของบัวผลันก็ได้อโหสิกรรมแผ่เมตตาให้ ทำให้บัวผลันฉุกคิด ซึ่งเชื่อว่าก็จะเป็นเกาะกำพังป้องกันภูตแม่น้ำได้ และจะช่วยให้ภูตแม่น้ำปิงเห็นผิดเป็นชอบ ลดละมิจฉาทิฐิความหลงผิดว่าตัวเองจะต้องยิ่งใหญ่คงกระพันไปชั่วนิรันดร์
เพราะอันลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อำนาจนั้นเป็นโลกธรรม ไม่วันหนึ่งก็เสื่อมสลายไป จะเหลืออยู่เพียงธรรมสมบัติ และคุณงามความดีเท่านั้น
หากพระอาจารย์ของภูติแม่น้ำปิงยังคิดว่าคนที่ภูตแม่น้ำปิงสูบเลือด(สีแดง)อยู่นั้นก็คือญาติคนไทยด้วยกันแล้ว ก็ควรที่จะสั่งสอนให้ภูติแม่น้ำปิงให้พ้นจากความพยาบาท ไม่ก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทยไปมากกว่านี้เลย หากพระอาจารย์ของภูติแม่น้ำปิงไม่ทำดังกล่าวแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับนักบวชเถื่อนที่ใช้ศาสนาหากินแสวงหาลาภ ยศ คนนับถือเท่านั้น
ชาวบ้านริมโขงในอดีตโชคดียังมีพ่อของบัวและหมออัคนีคอยช่วยล้างอาถรรพ์ชี้ทาสว่างให้ แต่สำหรับคนไทยขณะนี้จะมีใครเหล่าทำหน้าที่ล้างอาถรรพ์ของภูตแม่น้ำปิงให้หลงผิดเป็นชอบ เลิกหลอกสูญเลือดเนื้อคนไทย ให้คนไทยพ้นจากการเป็นอสูรได้
และยังไม่ทันข้ามวันปรากฎว่าวันที่ 3 พ.ย.บริวารของภูตแม่น้ำปิงก็ออกอาละวาดอีกครั้ง โดยเข้าไปปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพราะไม่พอใจที่เสนอข่าวระบุม็อบเสื้อแดงรับเงินหัวละ 2,000-3,000 บาท ไปร่วม เพื่อไปร่วมงานครอบครัวความจริงวันนี้ ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อฟังโฟนอินคนชื่อทักษิณ โดยบอกว่าทำให้เสียหาย ช่วงเย็นได้ไล่พนักงานออกไปหมดพร้อมกับนำกุญแจมาล็อดและขู่จะเผาหากไม่ขอโทษ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2551
แต่จากการเฝ้าติดตามภูตแม่น้ำโขง เมื่อคืนวันที่ 2 พ.ย. แม้นว่าจะเป็นภูตที่โหดร้ายก็โหดร้ายกับคนชั่ว และกับคนที่เคยเป็นอริต่อกันอย่างเช่นบัวผลัน เพราะเป็นที่รักของท่านปุโรหิตคือหมออัคนีหรือหมอไฟ ที่ตัวเองหลงรักอยู่เช่นกันทั้งๆที่หมอไม่ได้รักตอบ
แต่ภูตแม่น้ำโขงก็ยังมีความดีอยู่ที่คอยรักษาสมบัติในพระธาตุ คอยฆ่าหักคอคนชั่วที่เข้าไปลักสมบัติอย่างเช่นเจ้าวรวงศ์
แม้นภูตแม่น้ำโขงจะโหดร้ายกับชาวบ้านริมโขงก็ยังมีพ่อของบัวผลันที่บวชเป็นพระคอยให้ธรรมะสอนญาติโยมให้ตั้งสติใช้อาวุธคือปัญญาป้องกันตัวไม่ให้ภูตแม่น้ำโขงพาเป็นอสูรนำไปเป็นบริวาร ขณะเดียวกันพ่อของบัวผลันก็ได้ช่วยหมออัคนีให้บำเพ็ญให้วิชาแก่กล้าช่วยชาวบ้านให้พ้นจากอาถรรพ์อีกทาง
พลังแห่งความรักและความอิจฉาของภูตแม่น้ำโขงนั้นร้ายแรงมาก ทำให้พ่อของบัวผลันก็ไม่สามารถช่วยได้เป็นแต่เพียงคอยเตือนสติลูกสาวไม่ให้ตกเป็นภูตหรืออสูรเช่นเดียวกับภูตแม่น้ำโขง เพราะมันเป็นเรื่องของกรรม
อย่างไรก็ตามภูตแม่น้ำโขงนั้นแม้นจะชั่วร้ายก็บ้างกรณีและบ้างคนเท่านั้น แต่สำหรับภูตแม่น้ำปิงแล้วร้ายยิ่งกว่ามากหนัก เพราะได้สูญเลือด (สีแดง) คนไทยเกือบทั้งประเทศจนร่ำรวยเป็นแสนล้านนำเงินไปซื้อสโมสรฟุตบอลเมืองผู้ดีได้ จนตอนนี้คนไทยเหลือแต่กระดูก และสีเลือดก็ได้กระจายไปตามสื่อทีวีนอมินีบ้างแล้ว
ภูตแม่น้ำปิงได้หลอกใช้เงินภาษีของประชาชนไปหว่านให้กับรากหญ้าทั้งเงินกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ให้คนไทยหลงว่าเป็นความดีความเมตตาของภูตแม่น้ำปิด ปลูกฝังนิสัยคนไทยเป็นคนคอยแต่แปมือขอ แทนที่จะปลูกฝังให้คนไทยช่วยเหลือตัวเอง รู้จักคำว่าเพียงพอ
เมื่อคนไทยมีเงินแทนที่จะนำเงินนั้นไปลงทุนต่อยอดหารายได้เพิ่ม ก็นำเงินนั้นไปซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะมือถือ ต้องจ่ายค่าโทรรายเดือนเป็นพันเป็นหมื่นบาท
บุตรหลานที่เข้ามาเรียนเมืองกรุงสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็ถือมือถือ เมื่อเงินที่พ่อแม่ส่งมาให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เงินขาดมือในที่สุดก็ต้องขายของกลุ่ม กลายเป็นนางงามตามตู้กระจก นางงามถามฟุตบาท นางงามสนามหลวง นางงามถนนสุขุมวิทที่มากก็ย่านซอยนานา
เมื่อพ่อของบัวผลันใช้ธรรมะเข้าข่มสั่งสอนให้คนไทยอย่าได้ตกเป็นทาสของภูตแม่น้ำปิง ภูตแม่น้ำปิงเป็นเดือดเป็นแค้นมากได้ก็ส่งบริวารสูบเลือดสูบเนื้อคนไทยศพแล้วศพเหล่า ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นภูตแม่น้ำปิงมีอิทธิฤทธิ์ใช้อาวุธสมัยใหม่อย่างเช่นแก๊สน้ำตาฆ่าคนไทยอย่างเช่นน้องโบว์
แม้นว่าภูตแม่น้ำปิงจะร้ายเพียงใดวิธีแต่จะปราบอิทธิฤทธิได้นั้นก็คือการแพร่เมตตาอย่างที่แม่บัวผลันทำอยู่ทุกช้าค่ำ แม้นตอนที่บัวผลันกำลังจะตกเป็นทาสของภูติแม่น้ำโขงจะบีบแม่ แม่ของบัวผลันก็ได้อโหสิกรรมแผ่เมตตาให้ ทำให้บัวผลันฉุกคิด ซึ่งเชื่อว่าก็จะเป็นเกาะกำพังป้องกันภูตแม่น้ำได้ และจะช่วยให้ภูตแม่น้ำปิงเห็นผิดเป็นชอบ ลดละมิจฉาทิฐิความหลงผิดว่าตัวเองจะต้องยิ่งใหญ่คงกระพันไปชั่วนิรันดร์
เพราะอันลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อำนาจนั้นเป็นโลกธรรม ไม่วันหนึ่งก็เสื่อมสลายไป จะเหลืออยู่เพียงธรรมสมบัติ และคุณงามความดีเท่านั้น
หากพระอาจารย์ของภูติแม่น้ำปิงยังคิดว่าคนที่ภูตแม่น้ำปิงสูบเลือด(สีแดง)อยู่นั้นก็คือญาติคนไทยด้วยกันแล้ว ก็ควรที่จะสั่งสอนให้ภูติแม่น้ำปิงให้พ้นจากความพยาบาท ไม่ก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทยไปมากกว่านี้เลย หากพระอาจารย์ของภูติแม่น้ำปิงไม่ทำดังกล่าวแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับนักบวชเถื่อนที่ใช้ศาสนาหากินแสวงหาลาภ ยศ คนนับถือเท่านั้น
ชาวบ้านริมโขงในอดีตโชคดียังมีพ่อของบัวและหมออัคนีคอยช่วยล้างอาถรรพ์ชี้ทาสว่างให้ แต่สำหรับคนไทยขณะนี้จะมีใครเหล่าทำหน้าที่ล้างอาถรรพ์ของภูตแม่น้ำปิงให้หลงผิดเป็นชอบ เลิกหลอกสูญเลือดเนื้อคนไทย ให้คนไทยพ้นจากการเป็นอสูรได้
และยังไม่ทันข้ามวันปรากฎว่าวันที่ 3 พ.ย.บริวารของภูตแม่น้ำปิงก็ออกอาละวาดอีกครั้ง โดยเข้าไปปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เพราะไม่พอใจที่เสนอข่าวระบุม็อบเสื้อแดงรับเงินหัวละ 2,000-3,000 บาท ไปร่วม เพื่อไปร่วมงานครอบครัวความจริงวันนี้ ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อฟังโฟนอินคนชื่อทักษิณ โดยบอกว่าทำให้เสียหาย ช่วงเย็นได้ไล่พนักงานออกไปหมดพร้อมกับนำกุญแจมาล็อดและขู่จะเผาหากไม่ขอโทษ
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2551
ทักษิณเลิกเป็นอีแอบลั่นเคลื่อนไหวการเมืองเต็มตัว
"ได้ยกเลิกคำขอลี้ภัยเพื่อจะได้เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ"
นี้เป็นคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ต่อสายตรงสัมภาษณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเขาและภรรยาถูกทางการอังกฤษถอนวีซ่า
“ผมยกเลิกคำขอลี้ภัยเพราะว่าผมคิดว่ามันไม่จำเป็น ผมไม่ชอบเงื่อนไขการลี้ภัย ผมต้องการเป็นอิสระ เพราะว่าผมเป็นนักประชาธิปไตย ผมไม่ชอบอะไรก็ตามที่จำกัดเสรีภาพ” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวและว่า
กำลังเดินทางออกจากกรุงปักกิ่ง เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ไม่เปิดเผยปลายทางและประกาศเอาคืนศัตรูทางการเมือง
“ผมจะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ณ เวลานี้ผมกำลังเดินทางออกจากปักกิ่ง”
และปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุจะเดินทางไป กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงกำลังสร้างบ้านมูลค่า 60 ล้านหยวน (ประมาณ 300 ล้านบาท) ท่ามกลางสนามกอล์ฟใกล้กรุงปักกิ่ง
ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณยังยืนยันว่าจะกล่าวปราศรัยต่อผู้สนับสนุนอีก ณ การชุมนุมครั้งหน้าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย พื้นที่ที่ช่วยให้เขาคว้าชัยชนะเลือกตั้ง 2 สมัยอย่างถล่มทลาย
“ผมจะโทรศัพท์พูดกับประชาชนผู้ที่รักและเชื่อมั่นในตัวผม ผมจะพูดยาวกว่าเดิมและเริ่มบอกชื่อคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาต้อนผมเข้าสู่มุม”
(ข้อมูลสรุปจากเว็บไซต็ผู้จัดการออนไลน์)
สำหรับมหาเนชั่นแล้วไม่เชื่อว่าคนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณจะเลิกเล่นการเมืองตากมี่ได้กล่าวไว้หลายครั้งหลายหนอย่างเช่นเรื่องนี้ ทักษิณดีแตกวางมือทางการเมืองแค่ผายลม - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2008/10/24/entry-1 พร้อมกันนี้ก็ได้เตือนสติมาเสมอแม้นว่าเขาจะไม่สนใจก็ตามอย่างเช่น ทักษิณควรสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติมากกว่าโฟนอิน - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2008/10/31/entry-1 หรือ ทักษิณยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์หยุดคิดสักนิดทรัพย์ท่านได้แต่ใดมา - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2007/06/12/entry-2
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551
นี้เป็นคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ต่อสายตรงสัมภาษณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเขาและภรรยาถูกทางการอังกฤษถอนวีซ่า
“ผมยกเลิกคำขอลี้ภัยเพราะว่าผมคิดว่ามันไม่จำเป็น ผมไม่ชอบเงื่อนไขการลี้ภัย ผมต้องการเป็นอิสระ เพราะว่าผมเป็นนักประชาธิปไตย ผมไม่ชอบอะไรก็ตามที่จำกัดเสรีภาพ” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวและว่า
กำลังเดินทางออกจากกรุงปักกิ่ง เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ไม่เปิดเผยปลายทางและประกาศเอาคืนศัตรูทางการเมือง
“ผมจะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ณ เวลานี้ผมกำลังเดินทางออกจากปักกิ่ง”
และปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุจะเดินทางไป กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงกำลังสร้างบ้านมูลค่า 60 ล้านหยวน (ประมาณ 300 ล้านบาท) ท่ามกลางสนามกอล์ฟใกล้กรุงปักกิ่ง
ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณยังยืนยันว่าจะกล่าวปราศรัยต่อผู้สนับสนุนอีก ณ การชุมนุมครั้งหน้าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย พื้นที่ที่ช่วยให้เขาคว้าชัยชนะเลือกตั้ง 2 สมัยอย่างถล่มทลาย
“ผมจะโทรศัพท์พูดกับประชาชนผู้ที่รักและเชื่อมั่นในตัวผม ผมจะพูดยาวกว่าเดิมและเริ่มบอกชื่อคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาต้อนผมเข้าสู่มุม”
(ข้อมูลสรุปจากเว็บไซต็ผู้จัดการออนไลน์)
สำหรับมหาเนชั่นแล้วไม่เชื่อว่าคนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณจะเลิกเล่นการเมืองตากมี่ได้กล่าวไว้หลายครั้งหลายหนอย่างเช่นเรื่องนี้ ทักษิณดีแตกวางมือทางการเมืองแค่ผายลม - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2008/10/24/entry-1 พร้อมกันนี้ก็ได้เตือนสติมาเสมอแม้นว่าเขาจะไม่สนใจก็ตามอย่างเช่น ทักษิณควรสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติมากกว่าโฟนอิน - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2008/10/31/entry-1 หรือ ทักษิณยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์หยุดคิดสักนิดทรัพย์ท่านได้แต่ใดมา - http://www.oknation.net/blog/mhanation/2007/06/12/entry-2
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551
พอล-ภัทรพลสุดทนต่อว่ากบ-สุวนันท์คนไทยหรือเปล่าในศิลามณี
เรียกเรตติ้งไปก่อนที่ละครเรื่อง ”ศิลามณี” จะเปิดฉากในคืนวันที่ 7 พ.ย.นี้แล้วทางช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ ที่นางเอกของเรื่องคือเจ้าหญิงแสงฝาง หรือ งาม เจ้าหญิงวัยรุ่นจากเมืองเชียงรัฐ รัฐอิสระทางภาคเหนือของประเทศไทย ที่แสดงโดย”กบ”สุวนันท์ คงยิ่ง ที่ได้ประกาศจะลาวงการจอแก้วหลังจากละครเรื่องนี้จบลง สร้างความฮือฮาให้กับคอละครช่องเจ็ดสีไม่น้อย
ละครเรื่องนี้สร้างโดยบริษัทคำพอดีชื่อเป็นมงคล (นึกว่าเป็นบริษัทไม่รู้จักพอเป็นผู้สร้าง) ผลงานการกำกับของ ธงชัย ประสงค์สันติ ที่ได้สร้างผลงานประดับใจมาแล้วในเรื่องเพลงรักสองฝั่งโขง นับได้ว่าได้สร้างผลงานแทนคุณแผ่นดินโดยแท้ แทนที่จะสร้างเพื่อหวังสร้างเรตติ้งดึงโฆษณามีแต่กลิ่นดุดุยุงเต็มหน้าจอ
ฉากและบทที่น่าสนใจสำหรับละครเรื่องนี้ก็คือตอนนี้จ้าหญิงแสงฝางเลิกเรียนที่มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ฉากคุ้นๆหน้าจะเป็นตึกแดง หล้งเรียนหนังสือเดินไปรอรถจะกลับบ้านโดยไม่ได้มองทางขณะข้ามถนนปรากฏว่าเกือบถูกรถชน ซึ่งเป็นรถที่ ภรต ราชเสน แสดงโดย”พอล”ภัทรพล ศิลปาจารย์ นั่งมาด้วย ทำให้ภรตเสียหัวลงมาต่อว่าและเรียกเจ้าหญิงแสงฝางว่า ”น้อง” ทำให้เจ้าหญิงแสงฝางต่อว่า ”ใครเป็นน้องคุณ” และกล่าวว่า เมื่อขอโทษแล้วเรื่องก็น่าจะจบ ทำให้ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงก้นไปมา
แต่มีคำหนึ่งที่ภรตต่อว่าเจ้าหญิงแสงฝางคือ ”เป็นคนไทยหรือเปล่า” เพราะเห็นกริยาอันแข็งกร้าวของเจ้าหญิงแสงฝ่าง แทนที่จะมีกริยาอ่อนซ้อยสมกับเป็นกุลสตรี ทำให้คิดว่าการที่คนเราโต้เถียงกันบ้างครั้งก็เรื่องไม่เห็นเรื่องหรือไม่ยอมกัน
และอีกตอนหนึ่งก็ตอนที่เจ้าหญิงแสงฝางกลับจากไปหาแม่รถเกือบจะชนกับรถของภรตอีก ทำให้ภรตลงจากรถมาต่อว่า ซึ่งเจ้าหญิงแสงฝางเอาเงินให้คนรถมาใส่มือภรตเพื่อเรื่องจะได้จบ
ฉากนี้ทำให้นึกถึงพฤติกรรมของนักการเมืองไทยเหมือนกับเจ้าหญิงแสงฝางไม่มีผิด มักแก้ปัญหาด้วยเงิน ซื้อคนด้วยเงิน และตอนนี้ก็เริ่มมีการหว่านไปสู่รากหญ้าหลายแสนล้าน แล้วทั้งเงินกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล บังคับให้ธนาคารปล่อยกู้ เพราะรู้ว่าอนาคตการเมืองไม่แน่นอนซื้อเสียงไว้ก่อน
ล่าสุดเห็นบอกว่าจะหว่านไปที่ตำบลโดยตรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่แน่ใจว่าจะถึงมือประชาชนจริงหรือไม่ ถึงจะทำให้หัวคะแนนกระเป๋าตุงมากกว่า เพราะเท่าที่ติดตามเงินกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เงินมิยาวา เงินกระตุ้นเศรษฐกิจยุคต่างๆก็กระตุ้นกระเป๋าหัวคะแนนทั้งนั้ นไม่เห็นออกดอกออกผลอะไร เพราะส่วนใหญ่เอาไปจ้างหัวคะแนนถางหญ้าริมถนนปลูกต้นคูนแล้วก็ไม่มีคนดูแลปล่อยให้ตายเปล่าๆ
และเท่าที่นั้งดูละครเรื่องศิลามณีจนจบตอนแรก พอจะจับเค้าเรื่องได้ก็ถือเป็นการโกงเครื่องประดับที่เป็นชื่อของละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสมบัติของเจ้าเชียงรัฐ คงจะมีการแย่งกันไปมา แต่มีคำพูดหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนโกงก็คือ
“คนโกงถ้าเป็นคนโง่ก็ไม่อันตรายเท่าใดนัก แต่ถ้าเป็นคนฉลาดแล้วมันโกงคนทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัวเหลือแต่กระดูก”
ดังนั้นละครก็มีบทเตือนสติที่น่าสนใจในยามที่บ้านเมืองวิกฤติขณะนี้เพื่อรากหญ้าจะได้ตาสว่างบ้าง
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2551
ละครเรื่องนี้สร้างโดยบริษัทคำพอดีชื่อเป็นมงคล (นึกว่าเป็นบริษัทไม่รู้จักพอเป็นผู้สร้าง) ผลงานการกำกับของ ธงชัย ประสงค์สันติ ที่ได้สร้างผลงานประดับใจมาแล้วในเรื่องเพลงรักสองฝั่งโขง นับได้ว่าได้สร้างผลงานแทนคุณแผ่นดินโดยแท้ แทนที่จะสร้างเพื่อหวังสร้างเรตติ้งดึงโฆษณามีแต่กลิ่นดุดุยุงเต็มหน้าจอ
ฉากและบทที่น่าสนใจสำหรับละครเรื่องนี้ก็คือตอนนี้จ้าหญิงแสงฝางเลิกเรียนที่มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ฉากคุ้นๆหน้าจะเป็นตึกแดง หล้งเรียนหนังสือเดินไปรอรถจะกลับบ้านโดยไม่ได้มองทางขณะข้ามถนนปรากฏว่าเกือบถูกรถชน ซึ่งเป็นรถที่ ภรต ราชเสน แสดงโดย”พอล”ภัทรพล ศิลปาจารย์ นั่งมาด้วย ทำให้ภรตเสียหัวลงมาต่อว่าและเรียกเจ้าหญิงแสงฝางว่า ”น้อง” ทำให้เจ้าหญิงแสงฝางต่อว่า ”ใครเป็นน้องคุณ” และกล่าวว่า เมื่อขอโทษแล้วเรื่องก็น่าจะจบ ทำให้ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงก้นไปมา
แต่มีคำหนึ่งที่ภรตต่อว่าเจ้าหญิงแสงฝางคือ ”เป็นคนไทยหรือเปล่า” เพราะเห็นกริยาอันแข็งกร้าวของเจ้าหญิงแสงฝ่าง แทนที่จะมีกริยาอ่อนซ้อยสมกับเป็นกุลสตรี ทำให้คิดว่าการที่คนเราโต้เถียงกันบ้างครั้งก็เรื่องไม่เห็นเรื่องหรือไม่ยอมกัน
และอีกตอนหนึ่งก็ตอนที่เจ้าหญิงแสงฝางกลับจากไปหาแม่รถเกือบจะชนกับรถของภรตอีก ทำให้ภรตลงจากรถมาต่อว่า ซึ่งเจ้าหญิงแสงฝางเอาเงินให้คนรถมาใส่มือภรตเพื่อเรื่องจะได้จบ
ฉากนี้ทำให้นึกถึงพฤติกรรมของนักการเมืองไทยเหมือนกับเจ้าหญิงแสงฝางไม่มีผิด มักแก้ปัญหาด้วยเงิน ซื้อคนด้วยเงิน และตอนนี้ก็เริ่มมีการหว่านไปสู่รากหญ้าหลายแสนล้าน แล้วทั้งเงินกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล บังคับให้ธนาคารปล่อยกู้ เพราะรู้ว่าอนาคตการเมืองไม่แน่นอนซื้อเสียงไว้ก่อน
ล่าสุดเห็นบอกว่าจะหว่านไปที่ตำบลโดยตรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่แน่ใจว่าจะถึงมือประชาชนจริงหรือไม่ ถึงจะทำให้หัวคะแนนกระเป๋าตุงมากกว่า เพราะเท่าที่ติดตามเงินกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เงินมิยาวา เงินกระตุ้นเศรษฐกิจยุคต่างๆก็กระตุ้นกระเป๋าหัวคะแนนทั้งนั้ นไม่เห็นออกดอกออกผลอะไร เพราะส่วนใหญ่เอาไปจ้างหัวคะแนนถางหญ้าริมถนนปลูกต้นคูนแล้วก็ไม่มีคนดูแลปล่อยให้ตายเปล่าๆ
และเท่าที่นั้งดูละครเรื่องศิลามณีจนจบตอนแรก พอจะจับเค้าเรื่องได้ก็ถือเป็นการโกงเครื่องประดับที่เป็นชื่อของละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสมบัติของเจ้าเชียงรัฐ คงจะมีการแย่งกันไปมา แต่มีคำพูดหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนโกงก็คือ
“คนโกงถ้าเป็นคนโง่ก็ไม่อันตรายเท่าใดนัก แต่ถ้าเป็นคนฉลาดแล้วมันโกงคนทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัวเหลือแต่กระดูก”
ดังนั้นละครก็มีบทเตือนสติที่น่าสนใจในยามที่บ้านเมืองวิกฤติขณะนี้เพื่อรากหญ้าจะได้ตาสว่างบ้าง
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net
รายงาน
วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2551
ถึงเวลาคนไทยต้องรวมพลังกันฆ่าพันธมิตร-ทักษิณให้สิ้นพื้นแผ่นดิน
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับวิธีการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กันทางการเมือง ถึงขั้นใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่กัน ถึงขั้นมีคนไทยล้มตาย เป็นเหยื่อของสื่อตีข่าวหัวคนไทยฆ่ากัน ได้โฆษณาเพิ่ม เพราะคือบาปผิดศีลข้อหนึ่ง
มีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนเกิดพฤติกรรมของความไว้วางใจซึ่งกันและกันพ่อก็ทะเลาะกับลูก (เสธ.แดงกับลูกสาว) แบ่งมิตรแบ่งศัตรูกันอย่างชัดเจน บ้างครั้งเห็นคนไทยด้วยกันแต่นึกว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ไม่ฟังเหตุผล มุ่งที่จะทำร้ายกัน ดูเหมือนบ้านเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญีคือยุคของสัตว์เข้าไปทุกวัน
ก่อนหน้านี้จะมีการฆ่ากันทางการเมืองบ้างก็เพราะหัวคะแนนมีการหักหลัง หรือฆ่าหัวคะแนนเพื่อเป็นการตัดกำลัง แต่ถึงกระทั้งก็ไม่เคยมีความรู้สึกว่าคนไทยเราฆ่ากันเอง
เราเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ที่โจรใต้ฆ่าผู้บริสุทธิ์รายวัน คนไทยก็โกรธแค้น ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น เพราะนั้นคือความสูญเสียแล้วคนไทยจะมีความสุขได้อย่างไร รู้ไหมว่าพ่อเรานอนร้องไห้ทุกวันที่เห็นลูกๆฆ่ากันเองขอให้รู้สึกถึงหัวอกท่านบ้าง
มาวันนี้เราเห็นความรุนแรงรายวันลุกลามเข้ามาในเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว เราไม่มีวิธีอื่นที่จะตัดสินปัญหาทางการเมืองกันแล้วหรือ
เราหมดปัญญากันแล้วหรือ หากเราไม่มีปัญญาแก้ปัญหาแล้วเราก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ พอเห็นกันก็แยกเขี้ยวใส่กันฆ่ากันโดยไม่ฟังเหตุผล
นี้คือความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ทราบเหตุการณ์คนไทยถูกฆ่าและคนไทยฆ่ากัน
แต่มาวันนี้ต้องบอกว่า เห็นด้วยกับการฆ่าแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาของคนไทยที่แบ่งแยกกันก็ไม่สิ้นหมดไป
ก็เห็นเป็นทราบกันอยู่ว่าสมุททัยคือสาเหตุของปัญหาคืออะไรที่ทำให้คนไทยต้องฆ่ากันแบ่งแยกกันเหมือนกับสัตว์ นั้นก็คือ พันธมิตรและก็ทักษิณ
แน่นอนเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรดูจะดี ถูกต้อง แต่พฤติกรรมบ้างอย่างอาจะไม่ถูกต้องอย่างเช่นการทำน้ำมนต์ หรือพฤติกรรมของการ์ดพันธมิตรวันที่ 9 พ.ย.ที่ตำรวจสามารถจับได้ว่าได้พกระเบิดและอาวุธหลายชนิด กลุ่มพันธมิตรโจมตี นปช.ป่าเถื่อน แต่ในทางตรงขันข้ามก็เห็นความป่าเถื่อนมีอยู่ในกลุ่มพันธมิตรเช่นกันแม้นจะไม่มาก แต่ก็มีความมีอยู่ แม้นว่ากลุ่มพันธมิตรจะไม่ใช้ความรุนแรงด้านวัตถุ แต่ก็ใช้ความรุนแรงด้านวาจา กล่าวร้ายฝ่ายตรงกันข้ามก็ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเช่นกัน
ก็อย่างที่เคยกล่าวไว้เช่นด้วยกันว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องถึงการเมืองใหม่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ หากจะบอกว่าคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของนักการเมืองปัจจุบันนี้แล้ววิธีการที่จะเป็นหละคืออะไร ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรก็ยังพูดไม่ชัด
ส่วนทักษิณนั้นก็เป็นที่ชัดเจนก็อย่างที่เคย่ล่าวไว้อย่างเช่นเรื่อง
ผมก็รักทักษิณแต่เกลียดกิเลสในตัวของทักษิณ
คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่ประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมีทรัพย์มหาศาล ที่เป็นตัวเลขคือ 7.2 หมื่นล้านบาท
เข้ามาเล่นการเมืองก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยากที่จะหาบุคคลอื่นเทียบได้ ควรจะที่ยึดเอาเป็นตัวอย่างได้เลยทีเดี่ยว
แน่นอนคนย่อมจะมีเหรียญสองด้านในตัว จึงทำให้มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะความไม่มีจริยธรรมทางการเมือง โดยถูกกล่าวหาใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จนกระทั้งทหารเข้ามายึดอำนาจและถูกอายัดทรัพย์ในที่สุด
เพราะเหตุใดที่ทำให้คนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณถึงต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ แน่นอนคนที่จะมีกิเลสอยู่ย่อมจะมีพฤติกรรมทั้งด้านดีและไม่ดี
มูลเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ แต่ข้อหนึ่งที่พอมองเห็นก็คือความไม่รู้จัก "พอ" หรือยังมีตัณหาความอยากอยู่
หากมีคำว่า "พอ" แล้วก็เชื่อว่า คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวและญาติ สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
ความจริงแล้วไม่ได้มีความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกลียดกิเลสในตัวขอ งพ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่า หากสามารถลดละได้บ้างจะเป็นบุคคลที่น่ารักกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน"
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทางฝ่ายพันธมิตรก็ตรึงเกินไปยากที่จะเป็นไปได้ ค่อนข้างเข้าข่ายอัตตกิลมัตถานุโยค แต่ไปใช้ความรุนแรงทางวาจาขณะที่ฝ่ายทักษิณก็หย่อยเกินไป ใชประชาชานิยมนำเงินภาษีของประเทศแจกชาวบ้านเมื่อตัวเองจะได้อยู่ในอำนาจหุ้นของบริษัทของบริวารจะได้ไม่ยก ค่อยเก็บตกจากหุ้นแต่ไม่เสียภาษี แต่ใช้ความรุนแรงทางกายคืออาวุธไม่ต่างอะไรกับโจรใต้
ดังนั้น คนไทยจะต้องรวมพลังกันฆ่าทั้งพันธมิตรและทักษิณ โดยหันหน้าเข้าหากัน เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายนี้ตรึงและหย่อนเกินไป ไม่ใช่ทางดับทุกข์ได้ นั้นก็คือฆ่าแนวทางคิดของทั้งสองฝ่ายให้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ไม่มีทั้งพันธมิตรและทักษิณหรือระบอบทักษิณ หันมายึดหลักสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา นั้นก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี้คือวิถีพุทธที่มีอยู่แล้ว นี้คือการเมืองใหม่ที่คนไทยไม่เห็นความสำคัญ เราหันมาฆ่ากันทางความคิดไม่ดีกว่าหรือ
พร้อมกันนี้ควรใช้หลักสาราณิยธรรมคือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง
เรียก สาราณิยธรรม มี 6 อย่าง คือ
1. เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2. เข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วย วาจา
เช่น กล่าวสั่งสอน เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา
3. เข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
4.แบ่งปันลาภ ที่ตน ได้มาแล้วโดยชอบธรรม
ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร
5. รักษาศีล บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อน ภิกษุ สามเณร อื่น ๆ
ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น
6. มีความเห็นร่วมกัน กับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ
เพราะมีความเห็นผิดกัน
นั้นก็คือความมีเมตตา มีศีลเป็นต้นนั้นเอง
และคงจะจำกันได้ว่าคำสอนนี้คนไทยฟังพระท่านเทศน์กันวันไหน
หากคนไทยไม่เห็นตามนี้แล้ว ก็เชิญฆ่ากันทางกายกันก่อกรรมกันต่อไปเถิด ขอวางอุเปกขาก็แล้วกัน ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายใดทั้งสิ้นขอเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่ง ทำสิ่งที่แทนคุณแผ่นดินบ้างไม่มากก็น้อยก็พอใจแล้ว เงินทองหรือความร่ำรวยต้องการจะหาเมื่อไรก็ได้ถ้ามีปัญญา ไม่ต้องตกเป็นทาสใคร ไม่เป็นสุนัขรับใช้ใคร(สื่อนอมินี)
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2551
มีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนเกิดพฤติกรรมของความไว้วางใจซึ่งกันและกันพ่อก็ทะเลาะกับลูก (เสธ.แดงกับลูกสาว) แบ่งมิตรแบ่งศัตรูกันอย่างชัดเจน บ้างครั้งเห็นคนไทยด้วยกันแต่นึกว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ไม่ฟังเหตุผล มุ่งที่จะทำร้ายกัน ดูเหมือนบ้านเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญีคือยุคของสัตว์เข้าไปทุกวัน
ก่อนหน้านี้จะมีการฆ่ากันทางการเมืองบ้างก็เพราะหัวคะแนนมีการหักหลัง หรือฆ่าหัวคะแนนเพื่อเป็นการตัดกำลัง แต่ถึงกระทั้งก็ไม่เคยมีความรู้สึกว่าคนไทยเราฆ่ากันเอง
เราเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ที่โจรใต้ฆ่าผู้บริสุทธิ์รายวัน คนไทยก็โกรธแค้น ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น เพราะนั้นคือความสูญเสียแล้วคนไทยจะมีความสุขได้อย่างไร รู้ไหมว่าพ่อเรานอนร้องไห้ทุกวันที่เห็นลูกๆฆ่ากันเองขอให้รู้สึกถึงหัวอกท่านบ้าง
มาวันนี้เราเห็นความรุนแรงรายวันลุกลามเข้ามาในเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว เราไม่มีวิธีอื่นที่จะตัดสินปัญหาทางการเมืองกันแล้วหรือ
เราหมดปัญญากันแล้วหรือ หากเราไม่มีปัญญาแก้ปัญหาแล้วเราก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ พอเห็นกันก็แยกเขี้ยวใส่กันฆ่ากันโดยไม่ฟังเหตุผล
นี้คือความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ทราบเหตุการณ์คนไทยถูกฆ่าและคนไทยฆ่ากัน
แต่มาวันนี้ต้องบอกว่า เห็นด้วยกับการฆ่าแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาของคนไทยที่แบ่งแยกกันก็ไม่สิ้นหมดไป
ก็เห็นเป็นทราบกันอยู่ว่าสมุททัยคือสาเหตุของปัญหาคืออะไรที่ทำให้คนไทยต้องฆ่ากันแบ่งแยกกันเหมือนกับสัตว์ นั้นก็คือ พันธมิตรและก็ทักษิณ
แน่นอนเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรดูจะดี ถูกต้อง แต่พฤติกรรมบ้างอย่างอาจะไม่ถูกต้องอย่างเช่นการทำน้ำมนต์ หรือพฤติกรรมของการ์ดพันธมิตรวันที่ 9 พ.ย.ที่ตำรวจสามารถจับได้ว่าได้พกระเบิดและอาวุธหลายชนิด กลุ่มพันธมิตรโจมตี นปช.ป่าเถื่อน แต่ในทางตรงขันข้ามก็เห็นความป่าเถื่อนมีอยู่ในกลุ่มพันธมิตรเช่นกันแม้นจะไม่มาก แต่ก็มีความมีอยู่ แม้นว่ากลุ่มพันธมิตรจะไม่ใช้ความรุนแรงด้านวัตถุ แต่ก็ใช้ความรุนแรงด้านวาจา กล่าวร้ายฝ่ายตรงกันข้ามก็ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเช่นกัน
ก็อย่างที่เคยกล่าวไว้เช่นด้วยกันว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องถึงการเมืองใหม่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ หากจะบอกว่าคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของนักการเมืองปัจจุบันนี้แล้ววิธีการที่จะเป็นหละคืออะไร ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรก็ยังพูดไม่ชัด
ส่วนทักษิณนั้นก็เป็นที่ชัดเจนก็อย่างที่เคย่ล่าวไว้อย่างเช่นเรื่อง
ผมก็รักทักษิณแต่เกลียดกิเลสในตัวของทักษิณ
คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่ประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมีทรัพย์มหาศาล ที่เป็นตัวเลขคือ 7.2 หมื่นล้านบาท
เข้ามาเล่นการเมืองก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยากที่จะหาบุคคลอื่นเทียบได้ ควรจะที่ยึดเอาเป็นตัวอย่างได้เลยทีเดี่ยว
แน่นอนคนย่อมจะมีเหรียญสองด้านในตัว จึงทำให้มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะความไม่มีจริยธรรมทางการเมือง โดยถูกกล่าวหาใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จนกระทั้งทหารเข้ามายึดอำนาจและถูกอายัดทรัพย์ในที่สุด
เพราะเหตุใดที่ทำให้คนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณถึงต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ แน่นอนคนที่จะมีกิเลสอยู่ย่อมจะมีพฤติกรรมทั้งด้านดีและไม่ดี
มูลเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ แต่ข้อหนึ่งที่พอมองเห็นก็คือความไม่รู้จัก "พอ" หรือยังมีตัณหาความอยากอยู่
หากมีคำว่า "พอ" แล้วก็เชื่อว่า คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวและญาติ สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
ความจริงแล้วไม่ได้มีความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกลียดกิเลสในตัวขอ งพ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่า หากสามารถลดละได้บ้างจะเป็นบุคคลที่น่ารักกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน"
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทางฝ่ายพันธมิตรก็ตรึงเกินไปยากที่จะเป็นไปได้ ค่อนข้างเข้าข่ายอัตตกิลมัตถานุโยค แต่ไปใช้ความรุนแรงทางวาจาขณะที่ฝ่ายทักษิณก็หย่อยเกินไป ใชประชาชานิยมนำเงินภาษีของประเทศแจกชาวบ้านเมื่อตัวเองจะได้อยู่ในอำนาจหุ้นของบริษัทของบริวารจะได้ไม่ยก ค่อยเก็บตกจากหุ้นแต่ไม่เสียภาษี แต่ใช้ความรุนแรงทางกายคืออาวุธไม่ต่างอะไรกับโจรใต้
ดังนั้น คนไทยจะต้องรวมพลังกันฆ่าทั้งพันธมิตรและทักษิณ โดยหันหน้าเข้าหากัน เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายนี้ตรึงและหย่อนเกินไป ไม่ใช่ทางดับทุกข์ได้ นั้นก็คือฆ่าแนวทางคิดของทั้งสองฝ่ายให้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ไม่มีทั้งพันธมิตรและทักษิณหรือระบอบทักษิณ หันมายึดหลักสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา นั้นก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี้คือวิถีพุทธที่มีอยู่แล้ว นี้คือการเมืองใหม่ที่คนไทยไม่เห็นความสำคัญ เราหันมาฆ่ากันทางความคิดไม่ดีกว่าหรือ
พร้อมกันนี้ควรใช้หลักสาราณิยธรรมคือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง
เรียก สาราณิยธรรม มี 6 อย่าง คือ
1. เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2. เข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วย วาจา
เช่น กล่าวสั่งสอน เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา
3. เข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
4.แบ่งปันลาภ ที่ตน ได้มาแล้วโดยชอบธรรม
ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร
5. รักษาศีล บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อน ภิกษุ สามเณร อื่น ๆ
ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น
6. มีความเห็นร่วมกัน กับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ
เพราะมีความเห็นผิดกัน
นั้นก็คือความมีเมตตา มีศีลเป็นต้นนั้นเอง
และคงจะจำกันได้ว่าคำสอนนี้คนไทยฟังพระท่านเทศน์กันวันไหน
หากคนไทยไม่เห็นตามนี้แล้ว ก็เชิญฆ่ากันทางกายกันก่อกรรมกันต่อไปเถิด ขอวางอุเปกขาก็แล้วกัน ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายใดทั้งสิ้นขอเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่ง ทำสิ่งที่แทนคุณแผ่นดินบ้างไม่มากก็น้อยก็พอใจแล้ว เงินทองหรือความร่ำรวยต้องการจะหาเมื่อไรก็ได้ถ้ามีปัญญา ไม่ต้องตกเป็นทาสใคร ไม่เป็นสุนัขรับใช้ใคร(สื่อนอมินี)
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2551
เอ็ดดี้ ผีน่ารัก เป็นผีน่ารักจริงๆๆแล้ว
ต้องบอกว่าจากไปรวดเร็วจริงสำหรับตลกชื่อดัง "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" หรือนายเฉลิม ทวีบท เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน พร้อมๆๆกับพันธมิตรบุกรัฐสภาค้านการแก้ไขรธน. ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กทม. ด้วยโรคมะเร็งกระดูก ขณะนี้ญาตินำศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดมูลจินดา จ.ปทุมธานี โดยมีศิลปินดาราตลกร่วมรดน้ำศพเป็นจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ได้โด่งดังอย่างสุดขีดช่วงสร้าง "โก๊ะตี๋อารามบอย" เข้ามาประดับวงการตลกใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ได้ทราบว่าทั้งสองได้แตกคอกันและแยกทางกันเดินจะด้วยเหตุผลใดนั้นก็ชั่งเถอะ
ฝ่าย "โก๊ะตี๋ อารามบอย" รุ่งจนกระทั้งสามารถเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง"หัวหลุดแฟล์มลี่" แต่ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ร่วง ได้ห่างหายไปจากวงการตลกนานพอสมควร ก็เพิ่งกลับมาเล่นตลกหน้าจอทีวีอีกครั้งก็ปีนี้เอง
แต่เวลาที่ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" สร้างความสุขสนุกให้กับผู้ชมในช่วงที่วิกฤติการเมืองนั้นสั้นจริงๆๆ มาทราบข่าวอีกครั้งว่า "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ถูกหามส่งโรงพยาบาลโดยไม่รู้สึกตัว และแพทย์ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2551
เมื่อวานนี้ก็ได้ดูข่าว"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็เห็นว่าอาการดีขึ้นสดชื่นโดยเฉพาะการเข้าไปเยี่ยมของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย" และขณะนี้ก็ได้บวชเพื่อให้ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายเหมือนกัน "ยอดรัก หลักใจ" นักร้องลูกทุ่งชื่อดังจนได้รับการยกย่องจากกระทรวงวัฒนธรรมว่าเป็น "ศิลปินปิยาจารย์"
แต่แล้ว"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับมัจจุราชได้ และได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลาดังกล่าว นับได้ว่าเป็น อนิจจังจริง และต่อไปนี้ "เอ็ดดี้" คงจะไม่มีคำว่า "ไม่สบายๆๆๆ หรือท้อแท้" อีกต่อไปแล้ว คงเป็น "ผีน่ารัก" จริงๆๆ ขอให้ไปสู่สุคติเถิด โดยเฉพาะการบวชของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย" จะเป็นแรงให้ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" เกาะชายผ้าเหลืองไปสู่สุคติ ก็นับได้ว่าเป็นกตัญญูของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย"ส่วนหนึ่งที่น่ายกย่องที่ลืมอดีตไม่ทิ้งผู้มีพระคุณ
เมื่อสิ้น"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็ถือว่าขาดตลกประดับวงการคนหนึ่ง เพราะที่ผ่านมานั้นไม่ตายก็เป็นอัมพาต พร้อมกันนี้เท่ากับเสาหลักของครอบครัว "ทวีบท" โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายสุดท้องของ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ขณะนี้เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี ชั้นปีที่ 1 ด้านคอมพิวเตอร์ คือนายจักรกฤษ ทวีบท หรือ น้องเจ อายุ 16 ปี ดังนั้นคนที่เกี่ยวข้องควรที่จะสนับสนุนให้น้องเจเรียนให้จบจะเป็นวิชาชีพที่เลี้ยงตัวเองและแม่ได้
เห็นนายสดใส โรจนวิชัย หรือ สดใส รุ่งโพธิ์ทอง บอกว่า จะเสนอกับทางกลุ่มศิลปินให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแบบงานศพของยอดรัก สลักใจ เพื่อหาทุนให้กับลูกๆของเอ็ดดี้ ไว้ใช้ในการเล่าเรียน ก็คงจะมีส่วนในการช่วยเหลือได้เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มศิลปินไม่ทิ้งกัน
ขณะนี้ศพของ"เอ็ดดี้ผีน่ารัก" ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่ศาลา 3 วัดมูลจินดารามม.3 ต.บึงยี่โถอ.ธัญบุรีจ.ปทุมธานีไปจนถึงวันที่ 30 พย.จากนั้นในวันที่ 1 ธ.ค. จะทำพิธีฌาปนกิจศพเวลา 16.00 น. จึงขอเจริญมรณสติมา ณ โอกาสนี้ด้วย
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2551
ก่อนหน้านี้"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ได้โด่งดังอย่างสุดขีดช่วงสร้าง "โก๊ะตี๋อารามบอย" เข้ามาประดับวงการตลกใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ได้ทราบว่าทั้งสองได้แตกคอกันและแยกทางกันเดินจะด้วยเหตุผลใดนั้นก็ชั่งเถอะ
ฝ่าย "โก๊ะตี๋ อารามบอย" รุ่งจนกระทั้งสามารถเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง"หัวหลุดแฟล์มลี่" แต่ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ร่วง ได้ห่างหายไปจากวงการตลกนานพอสมควร ก็เพิ่งกลับมาเล่นตลกหน้าจอทีวีอีกครั้งก็ปีนี้เอง
แต่เวลาที่ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" สร้างความสุขสนุกให้กับผู้ชมในช่วงที่วิกฤติการเมืองนั้นสั้นจริงๆๆ มาทราบข่าวอีกครั้งว่า "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ถูกหามส่งโรงพยาบาลโดยไม่รู้สึกตัว และแพทย์ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2551
เมื่อวานนี้ก็ได้ดูข่าว"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็เห็นว่าอาการดีขึ้นสดชื่นโดยเฉพาะการเข้าไปเยี่ยมของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย" และขณะนี้ก็ได้บวชเพื่อให้ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายเหมือนกัน "ยอดรัก หลักใจ" นักร้องลูกทุ่งชื่อดังจนได้รับการยกย่องจากกระทรวงวัฒนธรรมว่าเป็น "ศิลปินปิยาจารย์"
แต่แล้ว"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับมัจจุราชได้ และได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลาดังกล่าว นับได้ว่าเป็น อนิจจังจริง และต่อไปนี้ "เอ็ดดี้" คงจะไม่มีคำว่า "ไม่สบายๆๆๆ หรือท้อแท้" อีกต่อไปแล้ว คงเป็น "ผีน่ารัก" จริงๆๆ ขอให้ไปสู่สุคติเถิด โดยเฉพาะการบวชของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย" จะเป็นแรงให้ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" เกาะชายผ้าเหลืองไปสู่สุคติ ก็นับได้ว่าเป็นกตัญญูของ "โก๊ะตี๋ อารามบอย"ส่วนหนึ่งที่น่ายกย่องที่ลืมอดีตไม่ทิ้งผู้มีพระคุณ
เมื่อสิ้น"เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ก็ถือว่าขาดตลกประดับวงการคนหนึ่ง เพราะที่ผ่านมานั้นไม่ตายก็เป็นอัมพาต พร้อมกันนี้เท่ากับเสาหลักของครอบครัว "ทวีบท" โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายสุดท้องของ "เอ็ดดี้ ผีน่ารัก" ขณะนี้เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี ชั้นปีที่ 1 ด้านคอมพิวเตอร์ คือนายจักรกฤษ ทวีบท หรือ น้องเจ อายุ 16 ปี ดังนั้นคนที่เกี่ยวข้องควรที่จะสนับสนุนให้น้องเจเรียนให้จบจะเป็นวิชาชีพที่เลี้ยงตัวเองและแม่ได้
เห็นนายสดใส โรจนวิชัย หรือ สดใส รุ่งโพธิ์ทอง บอกว่า จะเสนอกับทางกลุ่มศิลปินให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแบบงานศพของยอดรัก สลักใจ เพื่อหาทุนให้กับลูกๆของเอ็ดดี้ ไว้ใช้ในการเล่าเรียน ก็คงจะมีส่วนในการช่วยเหลือได้เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มศิลปินไม่ทิ้งกัน
ขณะนี้ศพของ"เอ็ดดี้ผีน่ารัก" ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่ศาลา 3 วัดมูลจินดารามม.3 ต.บึงยี่โถอ.ธัญบุรีจ.ปทุมธานีไปจนถึงวันที่ 30 พย.จากนั้นในวันที่ 1 ธ.ค. จะทำพิธีฌาปนกิจศพเวลา 16.00 น. จึงขอเจริญมรณสติมา ณ โอกาสนี้ด้วย
มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/
รายงาน
วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)