วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

พระธาตุประจำปีเกิดควรไปไหว้สักครั้งหนึ่งในชิวิต

















เพื่อนส่งเมล์มาให้อ่านแล้วบอกว่าให้ส่งให้เพื่อนและคน ที่รักแล้วเทพทั้งเจ็ดจะคุ้มครอง‏

mhanation.net

รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

งานทำมือตุ๊กตา "ไดโนเสาร์" ของที่ระลึกขายดี-มีคุณค่า

ผลพวงจากการเปิดพิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งก่อนนั้นมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศแวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไม่ขาดสาย ส่งผลให้ชาวบ้าน ร้านค้าในละแวกได้รับอานิสงส์ โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรแล้ว ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ยึดเอาพื้นที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ผลิตและจำหน่ายสินค้าของฝาก ของที่ระลึก

ปราณี รินเตชะ หรือเจ๊ไก่ ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ และเจ้าของร้านขายของฝากของที่ระลึกหน้าพิพิธภัณฑ์ บอกว่า พิพิธภัณฑ์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม
มานานนับปีแล้ว แต่มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดพิพิธภัณฑ์ก่อนหน้านั้นก็ทำให้ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวมีความคิดริเริ่มที่จะผลิตสินค้าเพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา

ปราณีบอกว่า แรกเริ่มสินค้าที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นอาหารการกิน แต่เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น ก็เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าผลิตเป็นสินค้าของฝาก ของที่ระลึกจำหน่าย โดยยึดเอาเรื่องราวของ "ไดโนเสาร์" อาทิ หุ่นไดโนเสาร์จำลองที่ทำด้วยไม้ พวงกุญแจและโมบายรูปไดโนเสาร์ รวมไปถึงผ้าไหมแพรวา ซึ่งถือเป็นสินค้าโอท็อปที่ขึ้นชื่อของ จ.กาฬสินธุ์

"ผลิตภัณฑ์ที่นำมาขาย 100 เปอร์เซ็นต์เป็นงานฝีมือล้วนๆ อย่างไดโนเสาร์ไม้จำลอง ก็จะเป็นฝีมือของนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการหารายได้พิเศษระหว่างเรียน จากตรงนี้ทำให้ตลอดปีที่ผ่านมา ชุมชนมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางรายนอกจากเป็นผู้ผลิตเองแล้ว ส่วนหนึ่งผันตัวเองมาเป็นผู้ขายอีกด้วย"

สินค้าที่ขายดีอยู่ในขณะนี้ ปราณี บอกว่าเป็น ไดโนเสาร์ไม้จำลอง ตามสายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างดี โดยร้านจะว่าจ้างให้นักเรียนที่ว่างเว้นจากการเรียน รวมถึงชาวบ้านที่ว่างจากการทำไร่ทำนา ช่วยกันผลิตและนำไปขายให้ที่ร้านของเธอในราคาเฉลี่ยตัวละ 70-100 บาท ซึ่งในแต่ละวันกลุ่มงานฝีมือเหล่านี้จะสามารถผลิตได้ 10-15 ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของขั้นตอนการทำ

ส่วนราคาขายปลีกไดโนเสาร์ไม้จำลอง ที่ร้านของเจ๊ไก่นั้น เธอบอกว่า หากเป็นตัวเล็กราคาตัวละ 130 บาท ส่วนตัวใหญ่จะอยู่ที่ราคาตัวละ 150 บาท ทั้งนี้รายได้ของแต่ละวันขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยบางวันหากมีกรุ๊ปทัวร์มาลงก็จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าบาท แต่หากวันไหนที่นักท่องเที่ยวเข้ามาไม่มากนัก รายได้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 300-400 บาทต่อวัน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง แต่ชาว อ.สหัสขันธ์ ต่างมองว่าสินค้าของที่ระลึกย่อมจะอยู่คู่สถานที่ท่องเที่ยว ทำให้พวกเขายึดที่จะปักหลักผลิตงานฝีมือขายกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างรายได้ให้ครอบครัวเพิ่มขึ้นแล้ว พวกเขายังภาคภูมิใจและกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวยิ่งขึ้นด้วย

พจนปกรณ์ ถนัดไร่
ที่มา - คมชัดลึก

อย่าเอาใจรากหญ้า-ท้องถิ่นเพียงแค่หวังฐานเสียงทางการเมือง

ดูเหมือนว่าช่วงนี้ทั้งรากหญ้าและท้องถิ่นจะเนื้อหอมได้รับความสนใจจากนักการเมืองระดับชาติ เริ่มตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงครั้งแรกเมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ชูแหวน "ยายเนียม พันธ์มณี" ชาวอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่มอบให้ในช่วงหาเสียง เพื่อเป็นการมัดใจชาวอีสานที่พรรคประชาธิปัตย์ มีจุดด่อยมาตลอด

และวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ก็มอบให้นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯนำภาพนายอภิสิทธิ์ที่ถ่ายคู่กับยายเนียม เมื่อครั้งมาหาเสียงเมื่อวันที่ 8 เดือนสิงหาคม 2550 พร้อมจดหมายไปมอบให้ที่โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ที่ยายเนียมนอกพักรักษาอยู่เพื่อเตรียมผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี

ก็อย่าได้สนในยายเนียมเพื่อสร้างภาพเท่านั้นขอให้แก้ปัญหาตามที่ยายเนียมต้องการ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ยายเนียมมีความรู้สึกไม่ต่างกับยายไฮที่มีต่อคนชื่อทักษิณขณะนี้

ขณะเดียวกันในร่างนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดแนวทางการแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยจะมีการอัดฉีดเงินลงไปที่รากหญ้าเป็นแสนๆล้านบาท โดยจะมีการปรับเงินเอสเอ็มแอลให้เป็นเงินกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะมีการขอกู้เงินจากธนาคารออมสิน 2.1 หมื่นล้านบาท ตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยจะกำหนดวงเงินที่หมู่บ้านจะได้รับเป็นสองเท่าของเงินที่ได้จากโครงการเอสเอ็มแอล เช่นเคยได้ 2 แสนบาทก็จะได้เพิ่มเป็น 4 แสนบาท ต่อหมู่บ้าน ส่วนหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินยังเหมือนเดิม

จากแนวคิดดังกล่าวนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะจะทำให้การนำเงินในโครงเอสเอ็มแอลมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะหากรัฐบาลชุดนี้กระทำสำเร็จในประเด็นนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วที่เข้ามาบริหารประเทศ

เนื่องจากว่าที่ผ่านมานั้นการว่านเงินลงไปที่รากหญ้าทั้งแต่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมิยาซาว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.8 หมื่นล้านบาท ก็ละลายหายไปกับตายไม่รู้ว่าเข้ากระเป๋าใครบ้าง พอมาถึงโครงการเอสเอ็มแอลก็มีทีท่าว่าจะละลายหายไปกับหัวคะแนนอีก เนื่องจากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนขาดทิศทางอย่างเช่นความเห็นของ นายชวลิต วิเศษสิทธิกุล นายกเทศบาลตำบลบางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง และประธานสันนิบาตเทศบาล (สทจ.)อ่างทอง มองว่า

การปล่อยเงินลงรากหญ้าโดยเฉพาะโครงการเอสเอ็มแอลเป็นเรื่องดีเหมาะสมในสภาวะนี้ แต่เงินก้อนนี้เสมือนฝายแม้วมีเงินสร้าง แต่ไม่มีเงินซ่อม ปล่อยทิ้งให้ อปท.ในพื้นที่รับภาระต่อ และ เป็นการทับซ้อนสร้างปัญหากับ อปท.เจ้าของพื้นที่ซึ่งมีโครงการไว้ และขาดการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ถ้าจะให้ถึงรากหญ้าเป็นประโยชน์กับชุมชนควรออก กฎข้อบังคับให้รัดกุมกว่านี้

"ถ้าเป็นไปได้ควรมอบให้ อปท. ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีพื้นฐานข้อมูล และเป็นส่วนราชการที่ มีผู้ตรวจสอบทุกปี จากการตรวจสอบภายใน จังหวัด และสำนักงาน สตง. เป็นหน่วยงานราชการมี กฎ ระเบียบ ควบคุมทุกขั้นตอนนานนับสิบปี การผันเงินแบบ เอสเอ็มแอล ไม่เหมือนกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งบริหารจัดการกันเองแต่เงินยังอยู่เป็นของหมู่บ้านส่วน เอสเอ็มแอล ไห้แล้วหมดเลย "นายชวลิต กล่าว (ข้อมูลจากเว็บไซต็คมชัดลึก)

จึงนับได้ว่าเป็นเสียงสะท้อนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากที่ผ่านมานั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลประชาชนนิยมมักจะมองข้ามองค์กรท้องถิ่น มักจะทุ่มเงินไปที่ประชาชนโดยตรง ทั้งเงินเอสเอ็มแอลและกองทุนหมู่บ้านผู้บริหารท้องถิ่นก็ไม่ได้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง

ดังนั้นรัฐบาลนี้หากจะมีการปรับโครงการเอสเอ็มแอลเป็นกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนจะลักษณะใดนั้นคงต้องพิจารณาตามความเหมาะสมไม่ใช่เป็นการตัดขาดอย่างเช่นที่ผ่านมา แนวทางจึงน่าจะเป็นยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงประสานการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นหลัก

ขณะเดียวกันสถานภาพของผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้อยู่ในวาระติดต่อกันได้ 2 สมัยเท่านั้น ดูเหมือนว่าเริ่มมีกระแสให้มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปแบบไม่มีกำหนด ดูจากการการประชุมใหญ่วิชาการสมาคมสันนิาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ก็มีการแสดงความเห็นในประเด็นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชนเดิม ที่เปิดเผยว่า วาระเร่งด่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตอนนี้คือ การเสนอร่างกฎหมายในประเด็นยกเลิกการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารไม่เกิน 2 สมัยรวมระยะเวลา 8 ปี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเป็นอย่างมากถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิและความสามารถของบุคคล

ทั้งนี้ จากการพบปะ และรับฟังปัญหาผู้บริหาร ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เมืองพัทยา และเทศบาล เห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันอยากให้มีการปลดล็อก เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตยอำนาจในการเลือกผู้บริหารเป็นของประชาชน ดังนั้น ประชาชนควรจะเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้าบุคคลมีความสามารถก็ให้อำนาจประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งจากการพูดคุยกันที่ผ่านมาเสียงต่อต้านก็แผ่วบางลง

"บางคนเห็นว่าถ้านายกฯ อยู่นานจะเกิดอิทธิพล ก๊วน ตั้งเป็นแก๊ง มาเฟีย ผมว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ประชาชนตระหนักได้ เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ประชานเกิดการเรียนรู้เรื่องการเมืองมากขึ้น การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทและมีความสำคัญมากขึ้นในสังคมตอนนี้ และประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น ผมยังยืนยันว่าร่างกฎหมายปลดล๊อควาระการทำงานต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด" นายสามารถ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านไปได้ครึ่งทางแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่...) พ.ศ.... ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาได้ในสมัยประชุมสภาวิสามัญทั่วไปวันที่ 21 ม.ค.2552 อย่างแน่นอน ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ก็ได้มอบหมายให้ตนเองเป็นผู้จัดการและให้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดที่ต้องผลักดันให้แล้วเสร็จ โดยการประชุมสภาวิสามัญจะบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาลำดับต้นๆ เพราะเป็นห่วงว่าหากไม่รับเสนอ และมีการเล่นเกมการเมือง โดยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์จะทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวคาราคาซัง ไม่ยอมจบ (ข้อมูลจากเว็บไซต็คมชัดลึก)

ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นเริ่มเข้าตาคนในพรรคพลังประชาชนเดิม ทั้งๆๆที่ก่อนหน้านี้แถบจะไม่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่นร้อยละ35 ตามที่กำหนดไว้ในแผนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2542 แล้ว โดยมีการกำหนดให้จัดสรรให้ให้ครบในปี 2549 มีการดึงโดยอ้างเหตุผลต่างๆๆนานา ประเด็นหนึ่งก็คือความไม่พอขององค์กรท้องถิ่น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าองค์กรท้องถิ่นมีคนความพยายามที่จะนำไปเป็นเครื่องมือของนักการเมืองระดับชาติอยู่เสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรก็เพราะนักการเมืองระดับชาติไม่รู้จักโตคิดเรื่องระดับชาติไม่เป็นยังยึดติดอยู่กับฐานเสียงกลัวตัวเองไม่ได้เป็น ส.ส. เมื่อเข้าไปแล้วหาความสามารถในการแก้ปัญหาระดับชาติไม่ได้ ขณะเดียวกันแทนที่จะกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น กลับมีการหวงอำนาจเพราะกลัวว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจในการกำหนดเม็ดเงินงบประมาณแผ่นดิน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ที่พรรคประชานิยมเข้ามาบริหารประเทศการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจึงย่ำอยู่กับที่ไม่ไปถึงไหน

มาคราวนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศพอจะเป็นแสงสว่างอยู่บ้างจะจุดที่จะมีการปรับเงินโครงการเอสเอ็มแอลเป็นกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนการผลักดันการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้เป็นไปตามแผนอย่างไรนั้น ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีความคืบหน้าหรือไม่ เพราะดูรัฐมนตรมหาดไทยที่ดูแลกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็อยู่ในมือ รมต.กลุ่มเนวิน

ก็จะดูอีกจุดหนึ่งว่าสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีใครจะดู เพราะก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์เคยกำกับดูแลสมัยเป็นรัฐมนตรประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คงจะทราบประเด็นนี้ดี ก็ยังไม่ทราบว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร

ล่าสุดจากผลการประชุมร่วมกันระหว่าง 14 หน่วยงาน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อแรงงานจากวิกฤติเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกงานที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้ โดยที่ประชุมยังเห็นชอบให้นำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่จำนวน 5 นำมาแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้ พร้อมกับกำหนดให้ท้องถิ่นตั้งศูนย์รับมือด้วยแสนล้านบาท

แนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นถือว่าเห็นด้วยและพูดมาตลอดว่าจะผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อเข้ามาอำนาจแล้วก็ควรจะเร่งดำเนินการเพราะเวลานั้นไม่แน่นอน อะไรที่เป็นหัวใจสำคัญต้องทำก่อน และไม่ใช่หวังผลทางการเมืองเท่านั้น ต้องอยู่ที่ความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศด้วย




mhanation.net


รายงาน

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แทบไม่น่าเชื่อนายกฯอภิสิทธิ์หัวนอกถือฤกษ์ยามเหมือนกันนะ

เท่าที่สังเกตการณ์เคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ช่วงตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาลเป็นต้นมามักจะมีฤกษ์ยามเข้ามาเกี่ยวข้องหลายครั้งด้วยกัน ทั้งๆที่เป็นคนหนุ่มเกิดเมืองนอกชอบฟังเพลงร็อก

เริ่มตั้งแต่งหลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 15 ธ.ค. ต่อมาเวลา 17.19 น. วันที่ 17 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายรัฐมนตรีคนที่ 27

เวลา 09.29 น. วันที่ 19 ธ.ค.นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางทำเนียบรัฐบาลครั้งแรก เพื่อร่วมกิจกรรมทำความสะอาดทำเนียบรัฐบาล และในวันนี้เองได้พบว่าช่วงที่กลุ่มพันธมิตรเข้ายึดทำเนียบฯ มีการทำไสยศาสตร์หลายจุด โดยเฉพาะท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ทำเนียบฯ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า พบว่ามีการนำขี้ผึ้งและแผ่นทองคำเปลว ปิดทับพระเนตรเอาไว้

หลังจากนายอภิสิทธิ์ได้นำครัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เวลา 08.19 น.วันที่ 23 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลเพื่อเริ่มทำงาน จากนั้นประชุม ครม.นัดแรกเวลา 09.00 น.

เวลา 08.39 น. นายอภิสิทธิ์พร้อมด้วยรัฐมนตรี ได้ขึ้นไปสักการะท่านท้าวมหาพรหม ที่ประดิษฐานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นได้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน

จากเวลาที่ประมวลมานี้พออนุมานได้ว่านายอภิสิทธิ์ได้ถือฤกษ์อยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหากไม่หลงยึดติดจนเกินไปนักจนทำงานเสีย

หากจะพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาแล้วการจะทำความดีนั้นทำได้ทุกเมื่อ แต่จะได้ให้ดีหรือเกิดผลกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วก็ต้องอาศรัยเวลาอยู่พอสมควร ดูอย่างการที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้คนใดคนหนึ่งบรรลุมรรคผลนั้นพระองค์ทรงตรวจดูอุปนิสัยของบุคคลนั้นก่อนว่าจะสอนด้วยเรื่องอะไรจะบรรลุธรรมหรือไม่ขั้นไหน ดังนั้นทุกอย่างประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง ผู้มีปัญญาเท่านั้นถึงทราบเหตุปัจจัยเหล่า แล้วทำการประสบผลสำเร็จ

พร้อมกันนี้ขอยกความเห็นเรื่อง การถือฤกษ์ยามตามหลักพระพุทธเจ้า ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์วัดถ้ำเมืองความว่า เรื่องของการถือฤกษ์งามยามดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชาวบ้าน ที่ยังเข้าไม่ถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า มักจะคล้อยตามหรือเชื่อถือตามๆกันมา โดยปราศจากเหตุผลและตราบใดที่คนเรายังไม่มีความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมของพระพุทธศาสนาอย่างหนักแน่นแล้วก็ยากที่จะเลิกละได้ พระพุทธองค์ทรงวางหลักการถือฤกษ์ยามไว้ดังนี้


"ภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจาและใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดี ของคนเหล่านั้น
คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจาและใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของคนเหล่านั้น
คนเหล่าใดทำความดี ด้วยกาย วาจา และใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดีของคนเหล่านั้น
คนทั้งหลายปฏิบัติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี และบูชาดี"



สุปุพัณหสูตร๒๐/๓๓๕
ส่วนเสริม
หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการกระทำเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าใครทำความดีเวลาใด เวลานั้นก็เป็นเวลาที่ดี เป็นฤกษ์ที่ดีเป็นเวลาที่เป็นมงคล ทำให้เกิดโชคดี มีความสุขความเจริญตามมา

แต่ทั้งนี้จะต้องมีปัญญากำกับด้วย คือต้องประกอบด้วยกาละและเทศะ และบุคคลร่วมด้วย ถ้าทำกรรมใดโดยขาดปัญญา กาละและเทศะ เช่น หว่านข้าวในทะเล หรือทำนาหน้าแล้ง มันก็ย่อมจะเหนื่อยเปล่า และเสียของเปล่าแน่นอน

และสิ่งประกอบสำคัญ ที่ไม่ควรลืมคืออกุศลกรรมเก่าจะตามมาให้ผล ในขณะที่เรากำลังทำความดี ให้เราต้องได้รับความทุกข์ แต่เหตุที่เราทำกรรมดีไว้ ผลก็จะต้องดีเสมอไป ไม่กลับกลายเป็นอื่น

ในฐานะชาวพุทธที่ดี ก็ควรจะดำเนินตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นแนวคำสอนของผู้รู้แจ้งโลกทุกโลกแล้ว ไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้ อย่าได้ฝากความหวังไว้กับหมอดูซึ่งมักจะคู่กับหมอเดา จะพาให้เศร้าใจ.
ธรรมรักษา


mhanation.netรายงาน

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เจ้าแม่อินเทอร์เน็ตภูเก็ตนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ พลิกนั่งรมช.ศึกษา


ขณะนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ประกอบด้วย
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี


นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็รนรองนายกรัฐมนตรี

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตร

นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นรมว.กลาโหม

นายกรณ์ จาติกวานิชย รมว.กระทรวงการคลัง

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช..กระทรวงการคลัง

นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและการกีฬา

นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตร

นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตร

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

นายประจักร แกล้วกล้าหาษ รมช.คมนาคม

นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม

นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รต.หญิงระนองรัตน์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโลโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกุล รมว.พลังงาน

นางพรทิวา นาคาสัย รมว.พานิชย์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมวช.พานิชย์

นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย

นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย

นายพีระพันธ์ สารีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม

นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน

นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม

คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รมว.ศึกษาธิการ

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ

นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษา

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข

นายมานิตย์ นพอมรบดี รมช.สาธารณสุช

นายชาญชับ ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม

ดูตามรายชื่อแล้วก็เป็นไปตามโผแต่มีรายชื่อหนึ่งที่พลิกเข้ามาคือนางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกรทะรวงศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ทำให้สงสัยว่ามางัยหว่า

ดูจากข้อมูลเบื้องต้นแล้วเธอเป็นผู้อำนวยการบริษัทภูเก็ตอินเทอร์แน็ตจำกัด ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบอร์ดทีโอทีสมัยที่นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นภรรยาของนายสุชาติ ตันเจริญ หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำในพรรคเพื่อแผ่นดิน

อย่างไรก็ตามช่วงที่เธอเป็นเป็นกรรมการบอร์ดทีโอทีอยู่นั้นก็มีปัญหากับสภาพทีโอทีและทำให้การดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่ของทีโอทีรวมๆกันแล้วมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโครงการ IP Core งบประมาณ 4.7 พันล้านบาทที่ผ่านการพิจารณาจากสภาพัฒน์ฯ เรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการจัดทำทีโออาร์ล่าช้า หรือแม้แต่โครงการบรอดแบนด์ 1 ล้านพอร์ต งบประมาณ 3.6 พันล้านทั้งๆที่ผ่านบอร์ดทีโอทีแล้วก็ตาม

แต่เมื่อเธอมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็คงจะมีส่วนในการช่วยงานกระทรวงศึกษาฯพอสมควร เพราะมีความจำเป็นการเรียนการสอนจะต้องใช้สื่อไอทีพอสมควร เพราะเท่าที่สังเกตุที่ผ่านมาหลายยุคแม้กระทั้งเจ้าพ่อไอทีเข้ามาบริหารก็ยังไม่ไปไหน ก็ขอให้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็แล้วกัน


mhanation.net

รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

โอ้แม่เจ้า....เจ้าของโพไซดอน"พรทิวา นาคาศัย"คุมก.พาณิชย์แล้วจะขายอะไร

ดูโผรายชื่อครม.มาร์ค1ตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆแล้วไม่ค่อยติดใจเท่าไรนักที่กลุ่มเนวินที่จะเข้ามาคุมกระทรวงมหาดไทยเพราะเข้าใจว่านี้เป็นวิธีเกลือจิ้มเกลือของพรรคประชาธิปัตย์ และกระทรวงคมนาคมที่มีก้อนเนื้อมหาศาลให้ได้ชิม แต่ที่ติดใจมีอยู่ 2 กระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าไปคุมคือ กระทรวงไอซีทีและกระทรวงพาณิชย์

กระทรวงไอซีทีนั้นตามโผระบุผู้ที่จะเข้ามาคุมคือ นายไชยยศ จิรเมธากร จากพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นไปตามโควต้าเดิม ดูตามประวัติเป็นส.ส.อุดรธานี เขตที่ 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน จบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นส.ส.ตั้งแต่ปี 25531 เป็นต้นมาเคยเป็น เลขาธิการรัฐมนตรีหลายกระทรวง และล่าสุดมีการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีกับนายประสงค์ โฆษิตานนท์ อดีตรมช.มหาดไทยสมัยที่ผ่านมา

แม้นว่ากระทรวงกระทรวงไอซีทีจะเป็นโควต้าของพรรคเพื่อแผ่นดินเติม แต่ที่ติดใจไม่ใช่เพราะคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้เป็นคนไม่มีความรู้ความสามารถ แต่เนื่องจากเห็นว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สำคัญในยุคปัจจุบันและมีผลประโยชน์มหาศาลเพราะเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่มือถือ อินเตอร์เน็ต

ยิ่งได้อ่านบทความสกู๊ปหน้า1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 19 ธ.ค.ที่ระบุหัวเรื่องว่า ปีละ7.9หมื่นล้านมือถือปล้นคนไทย (ตามลิงค์-http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=115671) และก็มีความเห็นเช่นนี้มาตลอด คิดว่ารัฐบาลยุค คมช.จะเข้ามาจัดการให้เป็นธรรมก็เห็นว่าไม่ได้ดำเนินการอะไร คณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่ค้างมาเป็นเวลานานตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 คลอดก็ยังไม่การคัดเลือกไม่เสร็จ ซึ่งก็เข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจในจุดนี้ดีว่าคนที่ร่ำรวยที่กับสัมปทานคลื่นความถี่ที่กำแหงอยู่ปัจจุบันนี้คือใคร จำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้ามาดูแล

ส่วนกระทรวงพาณิชย์นั้นถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อภาคเกษตรอุตสาหกรรมมีผลผลิตออกมาแล้ว กระทรวงพาณิชย์หาตลาดขายต่อไม่ได้ มีคนที่ไม่เก่งพอได้การขายแล้วก็จบเห่เช่นกัน ดูจากรายชื่อคนที่เข้ามาคุมกระทรวงพาณิชย์คือนางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม ซึ่งตามหนังสือพิมพ์โฟสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 19 ธ.ค.ระบุว่า"เจ้าของธุรกิจสถาบันเทิงชื่อดังโพไซดอน" ขณะที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดวันเดียวกันระบุ "เป็นเจ้าของธุรกิจจัดสรรที่ดินร้อยล้านบาท"

นางพรทิวานั้นเป็นภรรยาของนายอนุชา นาคาศัย อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกตัดสินทางการเมือง 5 ปี เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย จึงจำเป็นต่อส่งภรรยาคือนางพรทิวาลงเล่นการเมืองแทนโดยย้ายมาสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย เนื่องจากอยู่ในกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

อย่างไรก็ตามเมื่อดูประวัติของนางพรทิวาจบปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ การปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนที่จะมาลงสมัครส.ส.ได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็นส.ว.ชัยนาทมาก่อน โดยชนะ พ.อ.อ.เด็ดดวงดอกรัก คุ้มชนะ ที่เคยเป็น ส.ส.ชัยนาท จากพรรคชาติไทยมานาน ในปี 2549 แต่ยังได้เป็นเพราะมีการยึดอำนาจเสียก่อน หลังจากนั้นพรรคไทยรักไทยถูกยุบ เมื่อมีการเลือกตั้งนายอนุชาจึงได้ส่งนางพรทิวาลงสมัครส.ส.แทนและได้รับการเลือกตั้งสมใจ

ดูจากประวัติประสบการณ์การเมืองของนางพรทิวาแล้วจะดูเหมือนว่าจะไม่โดดเด่นเท่าใดนัก จะสะดุดตาอยู่บ้างก็ตอนวันแถลงเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิม 4 พรรคให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้มีนางพรทิวารวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะรูปร่างหน้าตาเธอมากกว่า

และท้ายสุดก็มีชื่อของเธอติดโผครม.มาร์ค1นั่งรมว.กระทรวงพาณิชย์ จึงมีการขุยประวัติของเธอจึงได้ทราบดังกล่าว ก็ยังมองไม่ออกว่าเธอจะขายอะไรในฐานะที่คุมกระทรวงพ่อค้าอย่างนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจเท่านั้นแบบปลงๆๆ หากจะบอกว่าเคยขายที่ดินมาก่อนก็พอจะก้อมแก้มไปได้บ้าง ส่วนจะได้รับการยอมรับหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ผลของงานกระมั้ง...อิอิ

มหาเนชั่น
http://www.mhanation.net/

รายงาน

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

“อ๋อย”จาตุรนต์ถึงฝัน”มาร์ค”อภิสิทธิ์ถึงฝั่งนายกฯคนที่27

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2551 ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ด้วยวัยเพียง 44 ปี และก้าวมาสู่ถนนการเมืองเพียง 16 ปีเท่านั้น

จะด้วยเหตุผลหรือคุณสมบัติใดก็ตาม เหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ก้าวมาสู่จุดนี้ได้นั้นก็ถือระบบพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถ แม้นจะไม่มีเงินมากเป็นแสนๆๆล้านบาทก็เป็นได้

ดูอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นลูกแม่ค้าจนๆๆคนหนึ่งในตัวเมืองตรัง ตอนเรียนหนังสือก็อาศรัยข้าวก้นบาตร แต่เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะเดินบนถนนการเมืองที่เรียกว่า อาชีพนักการเมือง ไม่ใช่ธนกิจการเมือง ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองแล้วจะสามารถบริหารประเทศได้ดีเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆๆด้านเช่นเดียวกัน

เมื่อเห็นนายอภิสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองด้วยวัยเพียง 44 ปี คงจะทำให้เพื่อนนักการเมืองร่วมวัยหลายคนคงอดที่จะอิจฉาไม่ได้ คงจะนึกในใจว่า “เมื่อนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีหรือเราจะเป็นไม่ได้” คนหนึ่งเห็นจะเป็นนายเนวิน ชิดชอบ เพราะเคยได้ยินนายชัย ชิดชอบ บิดาพูดทีเล่นทีจริงเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา

และอีกคนหนึ่งเห็นจะเป็นนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพราะนายจาตุรนต์ก็มีวัยเดียวกันกับนายอภิสิทธิ์ก้าวเข้ามาสู่ถนนการเมืองก็ใกล้เคียงกัน มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารงานในตำแหน่งรัฐมนตรีก็คล้ายๆกัน โดยเฉพาะด้านการเมืองการคลังและงานท้องถิ่น เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเหมือนกัน

เมื่อทั้งสองคนนี้เจริญรุ่งเรืองบนถนนการเมืองเหมือนๆๆกัน สมัยหนึ่งเข้าใจว่าในช่วงที่นายจาตุรนต์เป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ที่มีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าพรรค ถึงขึ้นมีการประชันกันว่าระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายจาตุรนต์ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนกัน แต่วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2551 เป็นตัวตัดสินว่านายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนนายจาตุรนต์

หากจะพูดถึงฐานการเมืองของนายจาตุรนต์ระดับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วถือว่าแน่นปรึก เพราะมีพ่ออนันต์ ฉายแสง ได้สร้างฐานมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันนี้พี่น้องก็ครองพื้นที่ทั้งระดับ อบจ. และ ส.ส.ฉะเชิงเทราเขต 1 และเขต 4 ช่วงที่ผ่านมาก็ได้มอบหมายให้น้องชายเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เหตุเพราะตัวเองถูกสิทธิ์ทางการเมืองเมื่อพรรคไทยรักไทยโดนยุบ

เมื่อนายจาตุรนต์มีฐานเสียงในพื้นที่ดีเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องอยากที่นายจาตุรนต์จะเจริญเติบโตบนถนนการเมือง แต่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นายจาตุรนต์ไม่ถึงฝั่งฝันนั้นคงจะเป็นระบบพรรคการเมืองที่นายจาตุรนต์เข้าไปสังกัดที่มีลักษณะเฉพาะกิจยึดติดกับตัวบุคคลหรือหัวหน้าพรรค เมื่อหัวหน้าพรรคล้มสะลายพรรคนั้นก็สะลายตามไปด้วย

หากนายจาตุรนต์ยังฝันที่จะถึงฝั่งเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์คงต้องกลับมาทบทวนกระบวนทัศน์ของตัวเองว่าจะก้าวเข้ามาสู่ถนนการเมืองอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไรถึงจะประสบผลสำเร็จ จะยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองหรือจะอาศรัยคนอื่นเขายืน มากกว่าจะมานั่งท่องรักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ เพราะนานๆๆไปเสียงนั้นก็จะไม่มีความหมายไม่มีใครฟัง

ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าระหว่างนายเนวินกับนายจาตุรนต์ใครจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนกัน เชื่อว่า”คุณทำได้ถ้ากลับตัวกลับใจ” เพราะคนไทยให้โอกาสกับคนกลับตัวกลับใจเสมอ เพราะได้ถือคติของหลวงพ่อพุทธทาสที่ว่า

“เขามีส่วนเลวบ้างชั่งหัวเขา จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย”



และคนไทยไม่เคยข้ามคนที่ล้มพร้อมที่จะจูงเขายืนหนึ่ง หากคนที่ล้มนั้นเป็นคนดีหรือคนชั่วที่สำนึกผิดแล้ว แต่ถ้ายังไม่สำนึกก็มีแต่กระทืบให้จมดินเท่านั้น เพราะมีชีวิตอยู่ก็รั้งแต่จะหนักแผ่นดิน และอย่าอ้างว่าเนรคุณ เพราะก็การเนรคุณคนชั่วหรือไม่คบคนชั่วพระท่านก็ยังสอบว่าเป็นมงคลเป็นหนทางแห่งความเจริญ เป็นบุญอีกต่างหาก และการที่คนอ้างเช่นนี้เขาเรียกว่าทำดีหวังตอบแทนทำดีหวังผลประโยชน์ แล้วมันจะได้บุญได้อย่างใดหากจะได้ก็ได้น้อยนะ


มหาเนชั่น

http://www.mhanation.net/
รายงาน