วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ถึงเวลาคนไทยต้องรวมพลังกันฆ่าพันธมิตร-ทักษิณให้สิ้นพื้นแผ่นดิน

ก่อนหน้านี้ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับวิธีการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กันทางการเมือง ถึงขั้นใช้อาวุธหนักยิงเข้าใส่กัน ถึงขั้นมีคนไทยล้มตาย เป็นเหยื่อของสื่อตีข่าวหัวคนไทยฆ่ากัน ได้โฆษณาเพิ่ม เพราะคือบาปผิดศีลข้อหนึ่ง

มีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนเกิดพฤติกรรมของความไว้วางใจซึ่งกันและกันพ่อก็ทะเลาะกับลูก (เสธ.แดงกับลูกสาว) แบ่งมิตรแบ่งศัตรูกันอย่างชัดเจน บ้างครั้งเห็นคนไทยด้วยกันแต่นึกว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามก็ไม่ฟังเหตุผล มุ่งที่จะทำร้ายกัน ดูเหมือนบ้านเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญีคือยุคของสัตว์เข้าไปทุกวัน

ก่อนหน้านี้จะมีการฆ่ากันทางการเมืองบ้างก็เพราะหัวคะแนนมีการหักหลัง หรือฆ่าหัวคะแนนเพื่อเป็นการตัดกำลัง แต่ถึงกระทั้งก็ไม่เคยมีความรู้สึกว่าคนไทยเราฆ่ากันเอง

เราเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ที่โจรใต้ฆ่าผู้บริสุทธิ์รายวัน คนไทยก็โกรธแค้น ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น เพราะนั้นคือความสูญเสียแล้วคนไทยจะมีความสุขได้อย่างไร รู้ไหมว่าพ่อเรานอนร้องไห้ทุกวันที่เห็นลูกๆฆ่ากันเองขอให้รู้สึกถึงหัวอกท่านบ้าง

มาวันนี้เราเห็นความรุนแรงรายวันลุกลามเข้ามาในเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว เราไม่มีวิธีอื่นที่จะตัดสินปัญหาทางการเมืองกันแล้วหรือ

เราหมดปัญญากันแล้วหรือ หากเราไม่มีปัญญาแก้ปัญหาแล้วเราก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ พอเห็นกันก็แยกเขี้ยวใส่กันฆ่ากันโดยไม่ฟังเหตุผล

นี้คือความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ทราบเหตุการณ์คนไทยถูกฆ่าและคนไทยฆ่ากัน

แต่มาวันนี้ต้องบอกว่า เห็นด้วยกับการฆ่าแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาของคนไทยที่แบ่งแยกกันก็ไม่สิ้นหมดไป

ก็เห็นเป็นทราบกันอยู่ว่าสมุททัยคือสาเหตุของปัญหาคืออะไรที่ทำให้คนไทยต้องฆ่ากันแบ่งแยกกันเหมือนกับสัตว์ นั้นก็คือ พันธมิตรและก็ทักษิณ

แน่นอนเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรดูจะดี ถูกต้อง แต่พฤติกรรมบ้างอย่างอาจะไม่ถูกต้องอย่างเช่นการทำน้ำมนต์ หรือพฤติกรรมของการ์ดพันธมิตรวันที่ 9 พ.ย.ที่ตำรวจสามารถจับได้ว่าได้พกระเบิดและอาวุธหลายชนิด กลุ่มพันธมิตรโจมตี นปช.ป่าเถื่อน แต่ในทางตรงขันข้ามก็เห็นความป่าเถื่อนมีอยู่ในกลุ่มพันธมิตรเช่นกันแม้นจะไม่มาก แต่ก็มีความมีอยู่ แม้นว่ากลุ่มพันธมิตรจะไม่ใช้ความรุนแรงด้านวัตถุ แต่ก็ใช้ความรุนแรงด้านวาจา กล่าวร้ายฝ่ายตรงกันข้ามก็ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงเช่นกัน

ก็อย่างที่เคยกล่าวไว้เช่นด้วยกันว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องถึงการเมืองใหม่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามันคืออะไรกันแน่ หากจะบอกว่าคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของนักการเมืองปัจจุบันนี้แล้ววิธีการที่จะเป็นหละคืออะไร ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรก็ยังพูดไม่ชัด

ส่วนทักษิณนั้นก็เป็นที่ชัดเจนก็อย่างที่เคย่ล่าวไว้อย่างเช่นเรื่อง

ผมก็รักทักษิณแต่เกลียดกิเลสในตัวของทักษิณ

คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่ประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมีทรัพย์มหาศาล ที่เป็นตัวเลขคือ 7.2 หมื่นล้านบาท

เข้ามาเล่นการเมืองก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยากที่จะหาบุคคลอื่นเทียบได้ ควรจะที่ยึดเอาเป็นตัวอย่างได้เลยทีเดี่ยว

แน่นอนคนย่อมจะมีเหรียญสองด้านในตัว จึงทำให้มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะความไม่มีจริยธรรมทางการเมือง โดยถูกกล่าวหาใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จนกระทั้งทหารเข้ามายึดอำนาจและถูกอายัดทรัพย์ในที่สุด

เพราะเหตุใดที่ทำให้คนชื่อพ.ต.ท.ทักษิณถึงต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ แน่นอนคนที่จะมีกิเลสอยู่ย่อมจะมีพฤติกรรมทั้งด้านดีและไม่ดี

มูลเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ แต่ข้อหนึ่งที่พอมองเห็นก็คือความไม่รู้จัก "พอ" หรือยังมีตัณหาความอยากอยู่

หากมีคำว่า "พอ" แล้วก็เชื่อว่า คนอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวและญาติ สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

ความจริงแล้วไม่ได้มีความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกลียดกิเลสในตัวขอ งพ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่า หากสามารถลดละได้บ้างจะเป็นบุคคลที่น่ารักกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน"

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทางฝ่ายพันธมิตรก็ตรึงเกินไปยากที่จะเป็นไปได้ ค่อนข้างเข้าข่ายอัตตกิลมัตถานุโยค แต่ไปใช้ความรุนแรงทางวาจาขณะที่ฝ่ายทักษิณก็หย่อยเกินไป ใชประชาชานิยมนำเงินภาษีของประเทศแจกชาวบ้านเมื่อตัวเองจะได้อยู่ในอำนาจหุ้นของบริษัทของบริวารจะได้ไม่ยก ค่อยเก็บตกจากหุ้นแต่ไม่เสียภาษี แต่ใช้ความรุนแรงทางกายคืออาวุธไม่ต่างอะไรกับโจรใต้

ดังนั้น คนไทยจะต้องรวมพลังกันฆ่าทั้งพันธมิตรและทักษิณ โดยหันหน้าเข้าหากัน เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายนี้ตรึงและหย่อนเกินไป ไม่ใช่ทางดับทุกข์ได้ นั้นก็คือฆ่าแนวทางคิดของทั้งสองฝ่ายให้ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ไม่มีทั้งพันธมิตรและทักษิณหรือระบอบทักษิณ หันมายึดหลักสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา นั้นก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง นี้คือวิถีพุทธที่มีอยู่แล้ว นี้คือการเมืองใหม่ที่คนไทยไม่เห็นความสำคัญ เราหันมาฆ่ากันทางความคิดไม่ดีกว่าหรือ

พร้อมกันนี้ควรใช้หลักสาราณิยธรรมคือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง
เรียก สาราณิยธรรม มี 6 อย่าง คือ

1. เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง

2. เข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วย วาจา
เช่น กล่าวสั่งสอน เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา

3. เข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อน ภิกษุ สามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง

4.แบ่งปันลาภ ที่ตน ได้มาแล้วโดยชอบธรรม
ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร

5. รักษาศีล บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อน ภิกษุ สามเณร อื่น ๆ
ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น

6. มีความเห็นร่วมกัน กับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ
เพราะมีความเห็นผิดกัน

นั้นก็คือความมีเมตตา มีศีลเป็นต้นนั้นเอง

และคงจะจำกันได้ว่าคำสอนนี้คนไทยฟังพระท่านเทศน์กันวันไหน

หากคนไทยไม่เห็นตามนี้แล้ว ก็เชิญฆ่ากันทางกายกันก่อกรรมกันต่อไปเถิด ขอวางอุเปกขาก็แล้วกัน ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายใดทั้งสิ้นขอเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่ง ทำสิ่งที่แทนคุณแผ่นดินบ้างไม่มากก็น้อยก็พอใจแล้ว เงินทองหรือความร่ำรวยต้องการจะหาเมื่อไรก็ได้ถ้ามีปัญญา ไม่ต้องตกเป็นทาสใคร ไม่เป็นสุนัขรับใช้ใคร(สื่อนอมินี)


มหาเนชั่น

http://www.mhanation.net/

รายงาน
วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน 2551

ไม่มีความคิดเห็น: